|
รัฐธรรมนูญในแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม [ตอนที่ 2]
|
ผศ.ดร.เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตอนที่ 2 / อ่านตอนที่ 1
หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า 3
(1) การจัดองค์กรของศาลรัฐธรรมนูญ
(1.1) โครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้ตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการรัฐธรรมนูญรวม 15 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิหลายสาขาคือ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งจากการที่ตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในศาตร์แขนงต่างๆที่เกี่ยวข้องจึงทำให้วิสัยทัศน์ในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญมีความครอบคุมและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(1.2) ที่มาและวิธีการสรรหารัฐธรรมนูญ ได้มีการวางหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปอย่างรอบคอบและมีความเป็นกลางขึ้นด้วยการตั้งคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหน้าที่ในการสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆที่ได้กล่าวข้างต้นเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป
(1.3) คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการกำหนดให้ตุลาการรัฐธรรรมนูญต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในทางกฎหมายและรัฐศาสตร์มากขึ้น(มาตรา 256(3)) อันจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีลักษณะชี้ขาดคดีรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ถูกครอบงำโดยบุคคลได้ง่าย
(1.4) วาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีวาระ 9 ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (มาตรา 259) อย่างไรก็ตามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็อาจพ้นจากตำแหน่งได้ก่อนครบกำหนดตามวาระได้ หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านใดตาย ลาออก มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต้องคำพิพากษาจำคุก และที่สำคัญที่สุดคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ หากถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือส่อไปในทางทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่และวุฒิสภามีมติถอดถอน (มาตรา 260)
(1.5) หน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระทั้งในด้านการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น โดยมีเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 270)
(2) เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
(2.1) การควบคุมกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
ก. การควบคุมกฎหมายมิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญได้สร้างกลไกในการทำให้การควบคุมร่างพระราชบัญญัติมิให้ขัดรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยกลไก 2 ประการคือ ประการแรกกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา สามารถเสนอความเห็นไปยังประธานแห่งสภาของตนหรือประธานรัฐสภา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ประการที่สอง กำหนดให้มีการแบ่งแยกผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีร่างพระราชบัญญัติขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยจำแนกตามลักษณะของการขัดรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญยังคงกำหนดให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไปทั้งฉบับ แต่หากเป็นกรณีข้อความหรือเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญได้จำแนกออกเป็น 2 กรณี คือ ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติใดมีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญและข้อความนั้นเป็นสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะตกไปทั้งฉบับ แต่หากว่าข้อความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นมิได้เป็นสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ก็จะเป็นผลให้เฉพาะแต่ข้อความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะตกไป การแบ่งแยกลักษณะการขัดรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติไว้เช่นนี้ย่อมส่งผลให้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข. การควบคุมกฎหมายมิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญภายหลังที่มีการประกาศใช้ เป็นกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ในสามกรณีคือ กรณีแรก อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทั้งหลาย ได้มีคู่ความในคดีโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือศาลอาจเห็นเองและศาลได้ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 264) กรณีที่สอง คืออำนาจในการวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปัดป้องภัยสาธารณะหรือไม่ ในการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา ได้เสนอความเห็นต่อประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิกก่อนที่รัฐสภาจะอนุมัติพระราชกำหนดว่า พระราชกำหนดนั้นมิได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และประธานรัฐสภาได้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย (มาตรา 219) และกรณีที่สาม คืออำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาได้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย (มาตรา 198)
(2.2) อำนาจหน้าที่อื่นๆของศาลรัฐธรรมนูญ
ก. วินิจฉัยชี้ขาดความสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกรัฐสภา (มาตรา 96)
ข.
ข. วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว (มาตรา 216 และมาตรา 96)
ค. พิจารณาวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองขัดต่อสถานะหรือการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ (มาตรา 47 วรรคสาม)
ง. พิจารณาวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกพรรคการเมืองมีมติให้พ้นจากสมาชิกพรรค (มาตรา 118)
จ. วินิจฉัยสั่งการให้บุคคลและพรรคการเมืองเลิกกระทำการอันมีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือกระทำการใดๆเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทำการดังกล่าวได้ (มาตรา63)
ฉ. วินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของกรรมการเลือกตั้ง เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของสภาทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาร้องขอต่อประธานรัฐสภา และประธานรัฐสภาได้ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 142)
ช. วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาแล้วแต่กรณีส่งให้พิจารณาว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่มีหลักการเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกันกับหลักการของร่างพระราชัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องยับยั้งไว้หรือไม่ (มาตรา 177)
ซ. วินิจฉัยว่าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายของสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมาธิการ มีการเสนอการแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาได้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 180 )
ฌ. วินิจฉัยว่าร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือรัฐสภาที่ได้รับความเห็นชอบจากแต่ละสภาแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน ได้เสนอความเห็นต่อประธานสภาที่ตนสังกัดหรือประธานรัฐสภา และประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย (มาตรา 262 และมาตรา 263)
ญ. วินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 266)
ฎ. วินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือจงใจยื่นเอกสารดังกล่าวด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราการทุจริตแห่งชาติ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 295)
(2.3) วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ก. การนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จะกระทำได้เมื่อเกิดกรณีต่าง ดังนี้
- เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภา ตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติร่างพระราบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือของวุฒิสภา หรือร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
- เมื่อสมาชิกรัฐสภาตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัธรรมนูญพิจาณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดได้ตราขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
- เมื่อศาลส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีระหว่างที่มีการบังคับใช้กฎหมายในศาล คู่ความในคดีได้โต้แย้ง หรือศาลเห็นเองว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บังคับใช้ในคดีมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
- ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้เสนอเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ข. การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญได้วางหลักประกันที่จะได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การเปิดโอกาสให้คู่กรณีแสดงความคิดเห็นของตนก่อนการวินิจฉัยคดี การให้สิทธิคู่กรณีที่จะขอตรวจดูเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตน การเปิดโอกาสให้มีการคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ
ค. การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญได้กำหนดองค์คณะในการพิจารณาวินิจฉัย ประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 9 คน และตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนต้องทำคำวินิจฉัยในส่วนตน พร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ ทั้งนี้ อย่างน้อยในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องประกอบด้วยความเป็นมาหรือคำกล่าวหา สรุปข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการพิจารณาเหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้าง โดยคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรนูญทุกคนต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 267)
ง. ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ (มาตรา 268)
2) ศาลปกครอง
รัฐธรรมนูญได้จัดตั้งศาลปกครอง เพื่อทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองหรือเป็นการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง โดยศาลปกครองนี้เป็นระบบศาลใหม่ที่แยกเป็นอิสระจากระบบศาลยุติธรรมและคู่ขนานไปกับระบบศาลยุติธรรม ซึ่งเรียกว่า "ระบบศาลคู่" ดังพิจารณาได้จากลักษณะการจัดองค์กร และเขตอำนาจของศาลปกครองที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนี้
(1) การจัดองค์กรของศาลปกครอง
(1.1) โครงสร้างของศาลปกครอง รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลปกครองมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองโดยเฉพาะ ประกอบด้วยศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด โดยอาจมีการจัดตั้งศาลปกครองในชั้นอุทธรณ์ด้วยก็ได้ (มาตรา 276)
(1.2) คุณสมบัติของตุลาการศาลปกครอง รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติของตุลาการศาลปกครองไว้แต่เฉพาะกรณีของตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่า จะต้องประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผ่นดิน ในจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุด (มาตรา 277 วรรคสอง)
(1.3) การบริหารงานบุคคลของศาลปกครอง รัฐธรรมนูญได้วางหลักประกันความอิสระของตุลาการศาลปกครอง โดยกำหนดให้มี "คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง" ซึ่งแยกต่างหากจากคณะกรรมการตุลาการของศาลยุติธรรม เพื่อทำหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษตุลาการศาลปกครอง (มาตรา 277) และห้ามมิให้มีการดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม กรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการตุลาการของศาลอื่นในเวลาเดียวกันไม่ว่าการดำรงตำแหน่งนั้นจะเป็นการดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่ง หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มาตรา 254)
(1.4) หน่วยงานธุรการของศาลปกครอง รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานศาลปกครองขึ้นเป็นหน่วยงานธุรการของศาลปกครองที่เป็นอิสระ ทั้งในด้านการบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดำเนินการอื่น โดยมีเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลปกครองสูงสุด (มาตรา 280)
(2) เขตอำนาจของศาลปกครอง
(2.1) วินิจฉัยคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาล
(2.2) วินิจฉัยคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน
อนึ่ง การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ที่มีความอิสระและเป็นกลางขึ้นย่อมส่งผลให้การดำเนินงานของศาลในฐานะที่เป็นองค์กรสำคัญที่มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง
4.2.4.2.2 การตรวจสอบทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในการใช้อำนาจรัฐ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้สร้างกลไกการตรวจสอบทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้อย่างเป็นระบบและมีความรัดกุมขึ้น จึงแสดงให้เห็นความพยายามของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยสามารถแยกพิจารณาระบบตรวจสอบทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ดังนี้
(1) ลักษณะการตรวจสอบทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
(2)
(1.1) การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(1.2) การตรวจสอบในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิด ปกติส่อไปในทางทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่
(1.3) การตรวจสอบในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ
(2) องค์กรในการตรวจสอบทุจริตผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
(2.1) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
(2.2) การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงโดยวุฒิสภา
(2.3) การดำเนินคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
(3) องค์กรในการตรวจสอบการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมและก่อความเสียหายต่อประชาชน
(3.1) สถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
(3.2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
(4) การตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเงิน
(4.1) สถาบันตรวจเงินแผ่นดิน
4.2.4.3 มาตรการในการทำให้การใช้อำนาจรัฐสุจริต มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ
การสร้างมาตรการและกลไกในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงโครงสร้างของระบบการเมืองทั้งระบบ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เนื่องจากจะทำให้การบริหารงานของรัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินการต่างๆตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมาตรการในการทำให้การใช้อำนาจรัฐสุจริตและมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพจำแนกได้ดังนี้
4.2.4.3.1 มาตรการในการทำให้การใช้อำนาจรัฐสุจริตและมีความชอบธรรม
รัฐธรรมนูญได้สร้างมาตรการในการทำให้การใช้อำนาจรัฐมีความสุจริตและมีความชอบธรรมยิ่งขึ้น โดยมีการบัญญัติถึงกลไกใหม่ๆซึ่งแบ่งตามช่วงเวลาของการใช้บังคับมาตรการต่างๆ ดังนี้
(1) การเข้าสู่ตำแหน่งให้เป็นไปโดยสุจริตและชอบธรรม
(1.1) การปรับปรุงระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งระบบ
ก. ปรับปรุงระบบเลือกตั้งเป็นแบบผสม ซึ่งประกอบด้วย
- ระบบการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (Party List) โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง และมีการคิดคะแนนแบบสัดส่วน ซึ่งจะคำนวณจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากสัดส่วนคะแนนที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับจากการลงคะแนนเสียงของประชาชนโดยผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง จะได้รับเลือกตั้งเรียงตามลำดับจากหมายเลขต้นบัญชีลงไปตามจำนวนสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คำนวณได้ ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต้องได้คะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ
- ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน การแบ่งเขตเลือกตั้งจะต้องคำนวณหาเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คนก่อน แล้วจึงนำผลลัพธ์ที่ได้มาคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดพึงมีและหากผลปรากฏว่าจังหวัดใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เกิน 1 คนให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ถ้าจังหวัดใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกิน 1 คน การแบ่งเขตเลือกตั้งจะต้องแบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง ตามจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยในแต่ละเขตเลือกตั้งจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เพียง 1 คน และการแบ่งเขตพื้นที่ของแต่ละเขตเลือกตั้งจะต้องจะต้องติดต่อกัน และต้องให้จำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกันด้วย
ข. การขยายสิทธิเลือกตั้ง
- กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่
- การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้ง
- กำหนดให้รัฐต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ค. การปรับปรุงระบบเลือกตั้งกรณีอื่นๆ
- การกำหนดให้นับคะแนนต้องกระทำรวมกัน ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งเพียงแห่งเดียวในเขตเลือกตั้ง
- การให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งโดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
- การจำกัดอำนาจของคณะรัฐมนตรีรักษาการในการแต่งตั้งโยกย้ายหรือข้าราชการพ้นจากตำแหน่งในระหว่างการเลือกตั้ง
- การกำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
(1.2) ทำให้การได้มาซึ่งวุฒิสภามีความชอบธรรมยิ่งขึ้น
(1.3) การจัดองค์กรควบคุมการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นกลาง : คณะกรรมการการเลือกตั้ง
(1.4) การปรับปรุงระบบพรรคการเมือง
ก. ทำให้พรรคการเมืองจัดตั้งง่าย
ข. ทำให้พรรคการเมืองมีระบบบริหารที่เป็นประชาธิปไตย
ค. กำหนดให้รัฐต้องอุดหนุนพรรคการเมือง
ง. การควบคุมเงินของพรรคการเมือง
(2) การทำให้การใช้อำนาจรัฐภายหลังการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองเป็นไปโดยสุจริต
(2.1) การสร้างระบบตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้โดยเฉพาะ
(2.2) วิธีการอื่นๆ
ก. ห้ามมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐหรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในองค์กรที่ดำเนินธุรกิจ
ข. ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญาที่มีลักษณะผูกขาดจากรัฐ
ค.
ค. ห้ามรัฐมนตรีเป็นหรือคงไว้ซึ่งการเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทขณะดำรงตำแหน่ง
ง. การกำหนดให้ประธานรัฐสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
จ. การกำหนดให้มีการจัดทำประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา
ฉ. การกำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภา
4.2.4.3.2 มาตรการในการทำให้การใช้อำนาจรัฐมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ
รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพซึ่งแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ดังนี้
(1) การทำให้การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ
(1.1) การเสริมสร้างระบบพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง
ก. การกำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผูกพันกับพรรคการเมือง
ข. การสร้างระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
(1.2) เพิ่มภาวะความเป็นผู้นำให้นายกรัฐมนตรี
ก. การปรับปรุงกระบวนการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ข. การวางหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
ค. การกำหนดให้การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 185)
ง. การกำหนดให้ญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องมีการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
(1.3) ห้ามรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเวลาเดียวกัน
(1.4) วิธีการอื่น
ก. ห้ามเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจในระหว่างสมัยประชุมนิติบัญญัติ
ข. กำหนดให้รัฐบาลสามารถนำร่างพระราชบัญญัติสำคัญที่ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง
ค. ปรับขนาดของคณะรัฐมนตรีให้มีรัฐมนตรีจำนวนน้อยลง
ง. การกำหนดให้รัฐบาลโอนหรือยุบกระทรวง ทบวง กรม ได้โดยพระราชกฤษฎีกา
(2) การทำให้การใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติมีประสิทธิภาพ
(2.1) ปรับปรุงการดำเนินงานในทางนิติบัญญัติ
ก. การวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสมัยประชุมสภา
- กำหนดสมัยประชุมสภาประกอบด้วยสมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
- ขยายกำหนดเวลาให้สมัยประชุมสามัญของรัฐสภา
- กำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกรัฐสภาต้องสิ้นสุดลงหากขาดประชุมในสมัยประชุมตามระยะเวลาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ
ข. การกำหนดให้การเสนอร่างกฎหมายโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำได้โดยง่าย
ค. การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อได้
(2.2) ปรับปรุงการดำเนินงานในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
ก. การกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี
ข. การทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ค. ปรับปรุงกระบวนการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
เมื่อได้พิจารณาโครงสร้างและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้แสดงให้เห็นความพยายามของผู้ร่างรัฐธรรมนูญในการผลักดันแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมให้เกิดขึ้นในระบอบรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งแม้จะปรากฏในระดับที่แตกต่างกันออกไป แต่รัฐธรรมนูญเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นให้เห็นถึงความพยายามในการวางหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและการจำกัดการใช้อำนาจรัฐ และการเสริมสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพของรัฐบาล อันเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับและนับถือมาเป็นเวลานานในประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ปรากฏแนวคิดรัฐธรรมนูญเด่นชัดที่สุด ดังนั้น จึงเป็นที่คาดหมายว่าการปฏิรูปการเมืองที่มุ่งแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาจะบรรลุผลสำเร็จได้ในที่สุด
หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า 3
ลงเผยแพร่ครั้งแรกใน Public Law Net วันที่ 1มีนาคม พ.ศ. 2546
|