กลับไปหน้าแรก บทความทางกฎหมาย และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ พระราชบัญญัติ และกฎข้อบังคับที่สำคัญในสาขากฎหมายมหาชน ข้อมูลบรรณานุกรมเพื่อการศึกษาค้นคว้า คำวินิจฉัย, คำพิพากษาของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
รวมศัพท์กฎหมายมหาชน ฝรั่งเศส - ไทย หนังสือกฎหมายที่น่าสนใจ หนังสือกฎหมายมหาชนอิเลคทรอนิกส์ เวทีทัศนะและถาม-ตอบ สัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชน เชื่อมโยงไปยังเวบไซต์กฎหมายอื่นๆ

บทความทางกฎหมายมหาชน และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ
บทความทางกฎหมายมหาชน และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ

Public Law Network : บทความ
ข้อเสนอสำหรับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในประเทศไทย [ตอนที่ 2]

รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หน้าที่แล้ว  หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า 3 | หน้า 4   หน้าที่แล้ว

ตารางเปรียบเทียบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2539
กับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ….
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2539
ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ….
1. หลักการเหตุผล
             เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็นในปัญหาสำคัญของชาติ ที่มีข้อโต้เถียงหลายฝ่าย สำหรับเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของรัฐในการดำเนินงานอันมีผลกระทบต่อประชาชน
1. หลักการเหตุผล
             รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
2. นิยาม
             (1) โครงการของรัฐ หมายความว่า การดำเนินงานไม่ว่าในลักษณะใด ๆ ตามนโยบายหรือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือการบริหารราชการในกิจการของรัฐ หรือโครงการที่จะต้องได้รับสัมปทาน การอนุญาต อนุมัติ หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐ
             (2) ผู้มีส่วนได้เสีย หมายความว่า บุคคล กลุ่มบุคคล นิติบุคคล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินงานตามโครงการของรัฐ
2. นิยาม
             (1) โครงการของรัฐ หมายความว่า การดำเนินงานไม่ว่าในลักษณะใด ๆ ตามนโยบายหรือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือการบริหารราชการ หรือโครงการที่จะต้องได้รับสัมปทาน การอนุญาต อนุมัติ หรือความเห็นชอบจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
             (2) ผู้มีสิทธิแสดงความคิดเห็น หมายความว่า บุคคล กลุ่มบุคคล นิติบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานตามโครงการของรัฐ หรือผู้สนใจทั่วไป
             (3) ประชาพิจารณ์ หมายความว่า การที่หน่วยงานของรัฐจัดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการของรัฐก่อนการอนุญาต หรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับประชาชน หรือชุมชนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้
3. องค์ประกอบ ที่มาของคณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยประชาพิจารณ์
             คณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยประชาพิจารณ์ ประกอบด้วย
             (1) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
             (2) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
             (3) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
             (4) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
             (5) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
             (6) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสี่คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยสองคน และผู้ที่ไม่เป็นข้าราชการ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกหรือเจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษาพรรคการเมืองสองคน
             (7) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร กรรมการและเลขานุการ
3. องค์ประกอบ ที่มาของคณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
             คณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วย
             (1) นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
             (2) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
             (3) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
             (2) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
             (5) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
             (6) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
             (7) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือเอกชน (ไม่น้อยกว่าสามคน) และจากผู้ที่มิได้เป็นข้าราชการ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกหรือเจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง
             (8) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการและเลขานุการ
4. อำนาจหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยประชาพิจารณ์
             (1) กำกับดูแลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
             (2) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการทำประชา พิจารณ์
             (3) วินิจฉัยหรือตอบข้อหารือตามที่กำหนดในระเบียบ
             (4) จัดทำรายงานประจำปีสรุปผลการทำประชาพิจารณ์ตามที่ได้รับรายงานจากคณะกรรมการ
4. อำนาจหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
             (1) ดูแลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติ
             (2) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
             (3) ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ
             (4) วินิจฉัยหรือตอบข้อหารือเรื่องการรับฟังความเห็นของประชาชน
             ประชาพิจารณ์ พร้อมข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะ เสนอคณะรัฐมนตรีปีละครั้ง
             (5) วินิจฉัยคำร้องขอให้มีการทำประชาพิจารณ์
             (6) วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ ผลการตัดสินการประชาพิจารณ์
             (7) มีหนังสือเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นใดมาชี้แจงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา
             (8) จัดทำรายงานประจำปีสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี
             (9) เรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
5. การจัดทำประชาพิจารณ์
             การจัดทำประชาพิจารณ์จะเกิดขึ้นได้จาก 3 กรณี คือ
             (1) กรณีที่ผู้มีอำนาจซึ่งได้แก่ รัฐมนตรีสำหรับราชการส่วนกลาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสำหรับราชการของกรุงเทพหานคร เห็นว่า การดำเนินงานตามโครงการของรัฐเรื่องใด ซึ่งหน่วยงานของรัฐในสังกัดจัดให้มีขึ้น อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม อาชีพ ความปลอดภัย วิถีชีวิต หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชุมชนหรือสังคม และอาจนำไปสู่ข้อโต้เถียงหลายฝ่าย สมควรรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานรัฐและบุคคลอื่นเพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของรัฐ ผู้มีอำนาจข้างต้นสั่งให้มีการทำประชาพิจารณ์ได้
             (2) กรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่า โครงการของรัฐเรื่องใดอาจมีผลกระทบเช่นเดียวกับ (1) ประสงค์จะให้มีการประชาพิจารณ์เกี่ยวกับโครงการ และมีหนังสือไปยังหน่วยงานของรัฐเพื่อสอบถามหรือขอคำชี้แจง หากหน่วยงานของรัฐมิได้ตอบหรือชี้แจงเป็นหนังสือภายใน 30 วัน หรือตอบชี้แจงแล้วแต่ผู้มีส่วนได้เสียยังไม่พอใจ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องเป็นหนังสือ
             (3) กรณีที่หน่วยงานรัฐพิจารณาเห็นว่าการจัดประชาพิจารณ์จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานตามโครงการรัฐจึงเสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจ เมื่อผู้มีอำนาจเห็นสมควรอาจสั่งให้มีประชาพิจารณ์ก็ได้
             การจัดประชาพิจารณ์อาจให้มีขึ้นในระหว่างขั้นตอนใดก็ได้ก่อนที่รัฐจะตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ โดยต้องไม่กระทบกระเทือนต่อการที่หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการอื่นไปพลางเท่าที่จำเป็น
5. การจัดทำประชาพิจารณ์
             การจัดทำประชาพิจารณ์จะเกิดขึ้นได้จาก 3 กรณี คือ
             (1) กรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าการดำเนินงานตามโครงการของรัฐเรื่องใดมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐอาจจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ในโครงการของรัฐนั้นได้ก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะมีคำสั่งทางปกครองให้มีการดำเนินงานตามโครงการของรัฐในเรื่องนั้น ๆ แต่หากหน่วยงานของรัฐเห็นว่าโครงการใดไม่จำเป็นต้องจัดทำประชาพิจารณ์ หน่วยงานของรัฐต้องประกาศให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบโครงการของรัฐนั้น ซึ่งอย่างน้อยต้องระบุแนวนโยบายของรัฐ สภาพปัญหา ผลกระทบเล็งเห็น การเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะมีคำสั่งทางปกครองไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน
             (2) กรณีที่ผู้มีสิทธิแสดงความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน เข้าชื่อร้องขอต่อหน่วยงานของรัฐ ก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะมีคำสั่งทางปกครองไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ในโครงการของรัฐนั้นต่อผู้มีอำนาจข้างต้น เพื่อขอให้มีการทำประชาพิจารณ์ได้
             เมื่อผู้มีอำนาจได้รับคำร้องอาจสั่งให้มีประชาพิจารณ์ก็ได้ ทั้งนี้คำสั่งที่ดังกล่าวถือเป็นที่สุด และให้แจ้งผู้มีส่วนได้เสียโดยเร็ว
             (3) กรณีผู้มีสิทธิแสดงความคิดเห็นยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ เพื่อวินิจฉัยก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะมีคำสั่งทางปกครองไม่น้อยกว่าหกสิบวัน เมื่อคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ แจ้งมติให้หน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ มติของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ เป็นที่สุด
             อนึ่ง การดำเนินการข้างต้นไม่ใช้บังคับต่อกรณีที่ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือหากล่าช้าจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
6. คณะกรรมการประชาพิจารณ์
             คณะกรรมการประชาพิจารณ์ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสามคน ประธานกรรมการและกรรมการต้องไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการของรัฐในเรื่องนั้น กรรมการอย่างน้อยหนึ่งในสามให้ตั้งจากผู้ที่มิได้เป็นข้าราชการ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
6. คณะกรรมการประชาพิจารณ์
             คณะกรรมการประชาพิจารณ์ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอีกไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินสิบคน ในจำนวนนี้อย่างน้อยสามคนต้องไม่เป็นบุคคลากรของหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการนั้น
7. อำนาจหน้าที่คณะกรรมการประชาพิจารณ์
             (1) กำหนดสถานที่ และเวลาในการทำประชาพิจารณ์
             (2) ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ
             (3) จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ตามสถานที่ และเวลาที่ได้กำหนดไว้
             (4) ทำรายงานประชาพิจารณ์เสนอต่อผู้สั่งให้ มีการประชาพิจารณ์
7. อำนาจหน้าที่คณะกรรมการประชาพิจารณ์
             (1) จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ กำหนด
             (2) ทำรายงานการประชาพิจารณ์เสนอต่อหน่วยงานของรัฐที่จัดให้มีการประชาพิจารณ์
8. การดำเนินการประชาพิจารณ์
             (1) ต้องกระทำโดยเปิดเผย
             (2) ประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนผู้ชำนาญการลงทะเบียนภายในเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ในกรณีจำเป็น ให้แต่งตั้งที่ปรึกษาได้
             (3) นัดวันประชุมครั้งแรกโดยแจ้งบรรดาผู้ลงทะเบียนทราบ
             (4) ในวันประชุมครั้งแรกให้กำหนดประเด็นประชาพิจารณ์และปิดประกาศประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งเวลาที่จะประชุมครั้งต่อ ๆ ไปให้ประชาชนทราบ
             (5) ให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐแถลงข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับโครงการของรัฐก่อนแล้วจึงให้ผู้ชำนาญการหรือที่ปรึกษาแถลงต่อด้วยผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อเสร็จสิ้นแล้วคณะกรรมการประชาพิจารณ์จะ กำหนดให้ฝ่ายใดแถลงชี้แจงหรือซักถามก่อนหลังก็ได้ และจะเปิดให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นด้วยก็ได้
             (6) หลักเกณฑ์และวิธีการรับฟัง การประชุมปรึกษา การลงมติ และการทำรายงานนอกเหนือจากที่กำหนดในระเบียบให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการที่ปรึกษากำหนด
8. การดำเนินการประชาพิจารณ์
             (1) ต้องกระทำโดยเปิดเผย
             (2) แจ้งรายละเอียดของโครงการ กำหนดสถานที่และเวลาให้ผู้มีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือผู้แทนทราบไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนถึงวันทำประชาพิจารณ์ โดยติดประกาศไว้ที่หน่วย งานของรัฐเจ้าของโครงการนั้น
             (3) ขั้นตอนในการทำประชาพิจารณ์ ให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐแถลงข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับโครงการของรัฐก่อน แล้วจึงให้ผู้ชำนาญการหรือที่ปรึกษาแถลง ต่อจากนั้นจึงให้ผู้มีสิทธิแสดงความคิดเห็นแถลง เมื่อเสร็จสิ้นแล้วคณะกรรมการประชาพิจารณ์จะกำหนดให้ฝ่ายใดแถลงชี้แจงหรือซักถามก่อนหลังก็ได้ รวมทั้งอาจเรียกให้ฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสอง ฝ่ายเสนอพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสารเพิ่มเติมก็ได้
9. ผลการประชาพิจารณ์
             ผลที่ได้จากการทำประชาพิจารณ์ย่อมใช้เป็นแนวทางหรือข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐ มิใช่การตัดสินเด็ดขาดที่จะต้องดำเนินการตามนั้น
ฝ่ายเสนอพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสารเพิ่มเติมก็ได้
9. ผลการประชาพิจารณ์
             ผลที่ได้จากการทำประชาพิจารณ์ ย่อมใช้เป็นแนวทางหรือข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินงานตามโครงการของรัฐ
             ในกรณีเห็นสมควร ผู้สั่งทำการประชาพิจารณ์จะเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการให้ประชาชนทราบก็ได้
             ให้หน่วยงานของรัฐประกาศผลการตัดสินใจพร้อมด้วยเหตุผล โดยเปิดเผยไว้ที่หน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการ และส่งรายงานให้คณะกรรมการที่ปรึกษาทราบด้วย
             10. การอุทธรณ์ผลการตัดสินของหน่วยงานของรัฐ
             ผู้มีสิทธิแสดงความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคนอาจเข้าชื่อยื่นอุทธรณ์ผลการตัดสินของหน่วยงานของรัฐต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ภายในสิบห้าวัน นับแต่หน่วยงานของรัฐประกาศผลการ ตัดสินเพื่อให้คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ดำเนินการ พิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จโดยเร็ว และอาจมีมติให้หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการชะลอการออกคำสั่งทางปกครองไว้ก่อน มติของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ที่ออกมาให้เป็นที่สุด
             11. บทเฉพาะกาล
             ให้พระราชบัญญัติว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. 2518 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมือง ยังคงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี้

หน้าที่แล้ว  หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า 3 | หน้า 4   หน้าที่แล้ว


ลงเผยแพร่ครั้งแรกใน Public Law Net วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2546

กลับไปหน้าที่แล้ว

             Public Law Net ยินดีพิจารณาบทความในแขนงกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง กฎหมายรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งบทความที่มีสาระน่าสนใจอื่นๆ จากนักเขียน นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักศึกษากฎหมายทุกท่าน โดยส่งบทความของท่านมาในรูปแบบของเอกสาร Microsoft Word (*.doc) เอกสาร Text ข้อความล้วน (*.txt) ผ่านทาง E-Mail webmaster@pub-law.net โดยลิขสิทธิและความรับผิดตามกฎหมายเป็นของผู้เขียนบทความนั้น

ข้อมูลใดๆที่ปรากฎในเวบนี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ
หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น