กลับไปหน้าแรก บทความทางกฎหมาย และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ พระราชบัญญัติ และกฎข้อบังคับที่สำคัญในสาขากฎหมายมหาชน ข้อมูลบรรณานุกรมเพื่อการศึกษาค้นคว้า คำวินิจฉัย, คำพิพากษาของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
รวมศัพท์กฎหมายมหาชน ฝรั่งเศส - ไทย หนังสือกฎหมายที่น่าสนใจ หนังสือกฎหมายมหาชนอิเลคทรอนิกส์ เวทีทัศนะและถาม-ตอบ สัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชน เชื่อมโยงไปยังเวบไซต์กฎหมายอื่นๆ

บทความทางกฎหมายมหาชน และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ
บทความทางกฎหมายมหาชน และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ

Public Law Network : บทความ
อนาคตของพรรคทางเลือกในประเทศไทย

ดร.เชาวนะ ไตรมาศ
ผู้อำนวยการสถาบันรัฐธรรมนูญศึกษา

1. พรรคทางเลือกกับการก่อตัวทางความคิด
             การยกประเด็นพรรคทางเลือก หรือพรรคการเมืองที่สาม (Third Political Party) ขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะในสังคม - การเมืองไทยในเวลานี้ นับว่าเป็นเรื่องสร้างสรรค์สำหรับสังคมเสรีประชาธิปไตยของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมที่ยอมรับการดำรงอยู่ร่วมกันกับกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ของสังคมโลกแล้ว
             หากจะถือเอาประเด็นดังกล่าวเป็นการก่อตัวของความคิดสาธารณะในสังคม-การเมืองไทยในขณะนี้ ก็อาจนับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าของความคิดทางการเมือง หรือ นวตกรรมทางความคิดของชนชั้นนำทางการเมืองของไทย ที่กำลังรุกคืบหน้าไปอีกก้าวหนึ่งก็ว่าได้
             อย่างไรก็ตาม ในการก่อตัวทางความคิดใด ๆ หากจะให้มีพัฒนาการที่สืบเนื่องและยกระดับไปสู่ความเป็นสถาบันต่อไปได้จะต้องเป็นความคิดที่ส่งอิทธิพลต่อสังคม จำเป็นต้องก่อผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยได้รับการตอบสนองจากสาธารณชนในวงกว้างต่อไปด้วยโดยเฉพาะการก่อตัวเป็นกระแสมติมหาชน (Public Opinion) และเป็นขบวนการของมวลมหาชน (Mass Movement)

2. พรรคทางเลือกกับการเมืองระบอบประชาธิปไตย
             การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าพวกเสรีนิยม พวกสังคมนิยม หรือพวกอนุรักษ์นิยม มีลักษณะสำคัญร่วมกันอยู่หลายประการที่เอื้อโอกาสให้มีพรรคทางเลือกเกิดขึ้นได้ เช่น (1) การแข่งขันกันระหว่างตัวเลือกที่แตกต่างกัน (2) การมีทางเลือกที่หลากหลายให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกอยู่เสมอ (3) การมีสิทธิเสรีภาพในการกำหนดตนเองของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ (4) การมีวาระของผู้แทนเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสทบทวนแก้ไขการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ฯลฯ
             ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคทางเลือกจึงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับสังคมเสรีที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าสังคมเสรีที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีพรรคทางเลือกเกิดขึ้นได้เสมอไป ยังมีปัจจัยกำหนดและปัจจัยแวดล้อมอย่างอื่นประกอบกันด้วย พรรคทางเลือกจึงจะสามารถเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ และในขณะเดียวกันพรรคทางเลือกก็อาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้เสมอไปหากไม่สามารถเป็นฝ่ายกำหนด อิทธิพลในการชี้นำสังคม - การเมืองให้มีความสืบเนื่องได้ กล่าวอีกนัยก็คืออิทธิพลของปัจจัย แวดล้อมทางสังคม - การเมืองนั้น มีความจำเป็นเฉพาะการเอื้อโอกาสให้เกิดพรรคทางเลือกได้ เท่านั้น แต่การอยู่รอดของพรรคทางเลือก กลับเป็นภาระของพรรคทางเลือกเองที่จะต้องเป็นฝ่ายสร้างอิทธิพลเหนือสังคม - การเมืองต่อไป

3. พรรคทางเลือกกับบริบททางสังคม - การเมือง
             บริบททางสังคม - การเมืองที่เอื้ออำนวยโอกาสต่อการเกิดพรรคทางเลือก จะต้องเป็น ผลพวงจากอานิสงส์ร่วมกันทั้งปัจจัยทางด้านสังคมและปัจจัยทางด้านการเมืองโดยที่ไม่สามารถแยกเป็นอิสระจากกันได้
             สำหรับบริบททางสังคม - การเมืองที่สามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเกิดพรรคทางเลือกได้นั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้ คือ

             3.1 บริบททางสังคม
             (1) ขนาดของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางมีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลเหนือชนชั้นอื่นเพื่อสามารถผลักดันกระแสหลักทางการเมืองให้เดินไปในทิศทางที่ตนเป็นฝ่ายกำหนดได้เอง เอาชนะเหนืออิทธิพลของกลุ่มชนชั้นนำ หรือกลุ่มยุทธศาสตร์ที่มีขนาดเล็ก และจำนวนน้อยได้ ทั้งนี้เพื่อให้การเมืองหลุดพ้นจากอิทธิพลครอบงำของกลุ่มอำนาจขนาดเล็กจำนวนน้อยได้
             (2) ความหลากหลายของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางมีความหลากหลายเพื่อรองรับกับสร้างภาวะพลวัตของความเปลี่ยนแปลงด้านผลประโยชน์และความต้องการให้มีความยืดหยุ่นกระจายตัวและทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อกระตุ้นกระแสการเมืองให้มีความสดใหม่ไม่ให้เกิดภาวะหยุดนิ่งและตายตัวทั้งนี้เพื่อให้การเมืองไม่จมอยู่ในสภาพผูกขาดอย่างต่อเนื่อง โดยอิทธิพลครอบงำของกลุ่มอำนาจเดิมอย่างยาวนาน
             (3) ความอิสระของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางมีอิสระเพียงพอเพื่ออาศัยชนชั้นกลางเป็นพาหะนำทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการเมืองใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ชนชั้นกลางเป็นหัวหอกในการเจาะช่องทะลุทะลวงให้การเมืองมีรูเปิดใหม่ ๆ เพื่อให้มีที่ว่างในการป้อนอิทธิพลทาง การเมืองจากกลุ่มอำนาจใหม่เข้าไปทดแทนและสร้างแรงผลักดันให้มีการกรุยทางไปสู่ทิศทางของการเมืองใหม่ได้
             3.2 บริบททางการเมือง
             (1) อุดมการณ์ทางการเมืองมีความสุดโต่ง การเมืองมีอุดมการณ์ที่ขึงตึงสุดโต่ง มีการแบ่งขั้วที่เข้มงวด ไม่ยืดหยุ่นให้มีความผ่อนคลายและอ่อนตัวได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ปิดกั้นโอกาสในการแสวงหาทางเลือกที่แตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมได้ เว้นแต่การแยกตัวออกไปจากแนวทางของอุดมการณ์ดั้งเดิม
             (2) การแข่งขันทางการเมืองแบบสองขั้วที่ขัดกัน การเมืองมีการแข่งขันกันแบบ ปรปักษ์ แบ่งแยกแตกต่าง ไม่สามารถประนีประนอมให้เกิดการออมชอมกันได้ เว้นแต่การแยกตัวออกไปจากขั้วดั้งเดิมไปอยู่ในที่ตั้งใหม่ที่ไม่ใช่ขั้วใดขั้วหนึ่งควบคุม
             (3) อิทธิพลของระบบสองพรรคครอบงำ การเมืองแบบ 2 พรรคครอบงำสร้าง เงื่อนไขให้ยึดมั่นเอกลักษณ์อย่างติดยึดเพื่อรักษาความแตกต่างระหว่างพรรคคู่แข่งด้วยกันเองให้ดำรงไว้ให้นานที่สุด การเปลี่ยนแปลงถูกตีความว่าเป็นความเสี่ยงจึงปิดกั้นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดข้อจำกัดในทางเลือกและสกัดการเมืองให้หยุดนิ่งอยู่กับที่

4. พรรคทางเลือกกับพรรคฉวยโอกาส พรรคศักยภาพและพรรคเฉพาะกิจ
             พรรคทางเลือก มีความแตกต่างจากพรรคฉวยโอกาส (Opportunist Party) พรรคศักยภาพ (Potential Party) และพรรคเฉพาะกิจ (Tactical Party) กล่าวคือ พรรคฉวยโอกาสเป็นเพียง พรรคที่อาศัยจังหวะและกลเกมส์ทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการแสวงโอกาสทางการเมือง เช่นการสร้างและแสวงโอกาสในการเข้าร่วมรัฐบาลในระบบรัฐบาลผสม (Coalition Government) มิได้หวังเป็นแกนนำรัฐบาลเอง ส่วนพรรคศักยภาพ เป็นพรรคที่มีโอกาสเลือกขั้วหรือแกนนำ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทำให้ฝ่ายนั้นได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล สำหรับพรรคเฉพาะกิจ เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการเฉพาะหน้าของกลุ่มแกนนำเป็นสำคัญ ซึ่งพรรคทั้ง 3 แบบ ดังกล่าวมิได้มีความหมายของการเป็นพรรคทางเลือก ทั้งนี้เพราะความเป็นพรรคทางเลือกจะต้องมีองค์ประกอบจำเป็นอย่างน้อยใน 3 ส่วนด้วยกัน คือ

             4.1 ความใหม่ - แตกต่าง พรรคทางเลือกต้องเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ที่แตกต่างไปจากทางเลือกที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สังคม - การเมืองได้มีทางเลือกที่ใหม่ขึ้น

             4.2 ความมาก - หลากหลาย พรรคทางเลือกต้องขยายและกระจายทางเลือกให้มากและหลากหลายขึ้นกว่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว เพื่อให้สังคม - การเมืองได้มีทางเลือกที่มากขึ้น

             4.3 ความผสม - เพิ่มขึ้น พรรคทางเลือกต้องผสมผสานสิ่งที่มีอยู่เดิมมารวมเข้าด้วยกันให้เป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าฐานเดิม เพื่อให้สังคม - การเมืองมีทางเลือกที่กว้างขึ้น

             4.4 ความเปิด - บูรณาการ พรรคทางเลือกต้องเปิดรับสิ่งเกิดขึ้นใหม่ในสังคม - การเมือง ให้เกิดการบูรณาการร่วมกันได้กับสิ่งที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สังคม – การเมืองมีความสมานฉันท์อยู่ได้ ไม่แตกออกเป็นเสี่ยงเมื่อมีทางเลือกที่ใหม่ มากและกว้างขึ้น

5. พรรคทางเลือกกับแนวโน้มสังคม - การเมืองใหม่
             แนวโน้มใหม่ทางสังคม - การเมือง ได้ส่งแรงผลักให้พรรคทางเลือกต้องขยับขยายอาณาบริเวณของบทบาทหน้าที่และภาระในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองออกไปสู่พรมแดนใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากมิติดั้งเดิมมากขึ้น
             สำหรับแนวโน้มใหม่ทางสังคม – การเมืองที่พรรคทางเลือกควรตระหนักถึงและเพิ่มความสามารถในการสนองตอบ คือ

             5.1 แนวโน้มใหม่ทางสังคม
             (1) คุณภาพชีวิตของคนถูกเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง บริการสาธารณะ ของรัฐกับบริการของธุรกิจเอกชนมากขึ้น
             (2) คนตระหนักในความเป็น Object มากกว่าเป็น Subject ผูกพันกับคุณค่าในการเป็นต้นทุนของความเป็นมนุษย์ของตนเองสูงขึ้น
             (3) เป้าหมายชีวิตของคนผูกพันกับคุณค่าใหม่ที่ผสมทั้งคุณค่าของชีวิตส่วนตัวและ คุณค่าของชีวิตส่วนรวมร่วมกัน
             (4) คนตระหนักในความอยู่รอดร่วมกัน และดำรงอยู่บนจุดร่วมของความเป็นกลาง ความเป็นส่วนรวม สำคัญกว่าการยึดติดกับฐานทางชนชั้นเฉพาะกลุ่มที่คับแคบเท่านั้น
             (5) ทัศนะของคนในสังคม ให้ความสำคัญกับความอยู่รอดปลอดภัยแบบใหม่ที่เน้น การกำจัดคนที่เป็นต้นเหตุของการสร้างปัญหา มากกว่าการยอมรับต้นทุนในการแก้ไขปลายเหตุของปัญหา
             (6) กลุ่มอาชีพอิสระของคนกลุ่มใหม่ที่ไม่ผูกพันกับการสังกัดองค์กรและอยู่ใต้อิทธิพลของสังกัดมีการขยายบทบาททางผลประโยชน์และความต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
             (7) กำลังบังคับมีพลังอิทธิพลน้อยกว่าความรู้ ข้อมูลข่าวสารและการต่อรอง

             5.2 แนวโน้มใหม่ทางการเมือง
             (1) คนกับรัฐพึ่งพาและผูกพันกันน้อยลง
             (2) การต่อสู้ทางการเมือง มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าการเอาชนะทาง ลัทธิอุดมการณ์
             (3) กลุ่มการเมืองใหม่ ได้แก่ NGO และบรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลทางการเมืองเพิ่ม มากขึ้น
             (4) ประเด็นปัญหาทางการเมืองได้แยกตัวออกไปจากการผูกพันอยู่กับกลุ่ม ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มไปเป็นประเด็นปัญหาร่วมกันของคนหลายกลุ่มมากขึ้น
             (5) ความสามารถของรัฐในการสร้างทางเลือกสาธารณะที่ตอบสนองต่อ ความหลากหลายมีความสำคัญกว่าการสร้างเสรีภาพ เสถียรภาพและความเสมอภาค แต่ไม่สามารถตอบสนองต่อความหลากหลายได้
             (6) ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเปลี่ยนจากการบังคับควบคุมเป็นการจัดสรรปันส่วนทรัพยากรที่เท่าเทียม

6. พรรคทางเลือกกับโอกาสและความเป็นไปได้ในประเทศไทย
             โอกาสของพรรคทางเลือกในประเทศไทย หากจะเป็นไปได้จำเป็นต้องคำนึงถึงแนวคิดและแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือ

             6.1 อุดมการณ์ของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์มากกว่า อุดมการณ์

             6.2 นโยบายของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับการเป็นผู้จัดการดุลยภาพระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายมากกว่าการเป็นผู้แทนกลุ่มผลประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจง

             6.3 ยุทธศาสตร์ของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับการเป็นเวทีแบ่งสรรอำนาจ อิทธิพลและผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองระดับล่างมากกว่าการเป็นเวทีแข่งขันเฉพาะกลุ่ม การเมืองที่ยอดแกนนำระดับบน

6.4 กลยุทธ์ของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับการต่อรองที่เท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกพรรค มากกว่าการครอบงำที่เหนือกว่าของกลุ่มแกนนำ

             6.5 วิธีการของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับวิธีการประสานพลังของสมาชิก มากกว่าวิธีการแบ่งแยกปกครอง

             6.6 กระบวนการของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับการสร้างทันสมัยของข้อมูลข่าวสารและขยายเครือข่ายการสื่อสารทางการเมืองให้หยั่งลึกถึงฐานรากและมีความฉับไว อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการสร้างความภักดีเพื่อผูกมัดความนิยมทางการเมืองให้หยุดนิ่งอยู่กับ เฉพาะที่ เฉพาะด้าน เฉพาะเวลา และเฉพาะเป้าหมาย

             6.7 โครงสร้างของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับสมาชิกมากกว่าแกนนำ เพื่อเปิดช่องให้เกิดการกระจายตัวที่หลากหลาย แทนการกระจุกตัวที่คับแคบ ปิดกั้นโอกาสการต่อรอง ประนีประนอมระหว่างสมาชิกกลุ่มย่อยภายในพรรค

             6.8 ผลผลิตของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับการผลิตในรูปสังคมสวัสดิการ (การช่วยให้คนพึ่งตัวเอง) มากกว่าการผลิตในรูปรัฐสวัสดิการ (การช่วยให้คนพึ่งรัฐ) โดยรักษาโอกาสของฝ่ายประชาสังคมให้มีบทบาทเท่าเทียมกับฝ่ายรัฐราชการ

             6.9 พันธมิตรของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับแนวร่วมแตกตัวเพื่อก่อปฏิกิริยาเกิดใหม่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป มากกว่าแนวร่วมรวมตัว ที่ก่อปฏิกิริยาหดตัวให้แคบลงเรื่อย ๆ

             6.10 ทรัพยากรของพรรคทางเลือก ควรให้ความสำคัญกับฐานกายภาพที่เป็นกลางไร้ขั้ว เช่น ชุมชน รุ่นชน มวลชน และสาธารณชน มากกว่าฐานคุณภาพที่เป็นฝักฝ่ายแยกขั้ว เช่น กลุ่มทุน-ธุรกิจ กลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มฝักฝ่ายของลัทธิอุดมการณ์


ลงเผยแพร่ครั้งแรกใน Public Law Net วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2547

กลับไปหน้าที่แล้ว

             Public Law Net ยินดีพิจารณาบทความในแขนงกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง กฎหมายรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งบทความที่มีสาระน่าสนใจอื่นๆ จากนักเขียน นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักศึกษากฎหมายทุกท่าน โดยส่งบทความของท่านมาในรูปแบบของเอกสาร Microsoft Word (*.doc) เอกสาร Text ข้อความล้วน (*.txt) ผ่านทาง E-Mail webmaster@pub-law.net โดยลิขสิทธิและความรับผิดตามกฎหมายเป็นของผู้เขียนบทความนั้น

ข้อมูลใดๆที่ปรากฎในเวบนี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ
หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น