|
ข้อสังเกตจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดและแนวคำวินิจฉัยของ
ศาลรัฐธรรมนูญ : กรณีที่มีปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการ
การเลือกตั้งกับศาลปกครอง
|
ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ *
ข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคัดค้านการดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 30 กรุงเทพมหานคร ว่าน่าจะเกิดการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อขอให้ไม่รับรองผลการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งดังกล่าว โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยสั่งการแล้วว่าไม่พบการกระทำความผิด และไม่ให้มีการนับคะแนนใหม่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งไม่ให้นับคะแนนใหม่และประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับการรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 30 กรุงเทพมหานครดังกล่าว
คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ 47/2544
ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า เนื่องจากกฎหมายมิได้ให้อำนาจแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 15 เป็นรายบุคคลในการออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใดๆที่มีผลกระทบต่อบุคคล ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 15 (กรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 30 กรุงเทพมหานคร) เป็นรายบุคคล มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงไม่อาจรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดเป็นรายบุคคลได้ และแม้ว่าในคำสั่งฟ้องมีการอ้างอิงถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 15 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 30 กรุงเทพมหานคร ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองคณะดังกล่าวถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และอาจตกเป็นผู้ถูกฟ้องคดีในศาลปกครองได้ก็ตาม แต่เนื่องจากกรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งคัดค้านการดำเนินการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 30 กรุงเทพมหานครและได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อขอให้ไม่รับรองผลการเลือกตั้งของเขตดังกล่าว โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยสั่งการไปแล้วว่าไม่พบการกระทำความผิด และไม่ให้มีการนับคะแนนใหม่จึงถือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดไปตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 อันเป็นอำนาจหน้าที่ที่มีสภาพเด็ดขาด ศาลจึงไม่มีอำนาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือมีคำสั่งให้เป็นอย่างอื่นได้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 84/2544
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยใน 2 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นอำนาจหน้าที่ที่มีสภาพเสร็จเด็ดขาด อันเป็นเหตุให้ศาลไม่มีอำนาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งหากจะถือว่ามีสภาพเสร็จเด็ดขาดก็หมายความเพียงว่ามีสภาพเสร็จเด็ดขาดตามภาระหน้าที่หลักตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 อันเป็นการใช้อำนาจบริหารเท่านั้น ไม่อาจขยายความให้เป็นการตัดหรือจำกัดสิทธิของบุคคลที่จะใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 28 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ ฉะนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้
ประเด็นที่สอง ศาลปกครองมีอำนาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ และหากศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งอาจเป็นผู้ถูกดำเนินคดีในศาลปกครองได้หรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลปกครองมีอำนาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 271 และมาตรา 276 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 และมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สำหรับประเด็นที่ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งรวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งอาจถูกดำเนินคดีในศาลปกครองได้หรือไม่นั้น ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามนัยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า
(2)
คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใดๆที่มีผลกระทบต่อบุคคล และเห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล พิจารณาได้จากการที่กฎหมายกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือตั้งเสนองบประมาณรายจ่ายเพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อคณะรัฐมนตรี อีกทั้งมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วทำรายงานเสนอรัฐสภาและคณะ รัฐมนตรี นอกจากนี้แล้วสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาอาจมีมติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ โดยเหตุดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงย่อมอยู่ในกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นองคาพยพของรัฐบาล ฉะนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจึงอาจถูกดำเนินคดีในศาลปกครองได้
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ศาลปกครองสูงสุดโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงให้รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ดำเนินการต่อไป
ต่อมา ก.ก.ต. จึงเข้ามาในคดีที่พิจารณาโดยศาลปกครองกลาง และในโอกาสนี้ ก.ก.ต. ได้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าเป็นกรณีที่องค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ และต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้ทำคำชี้แจงในเรื่องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ดังที่ท่านได้อ่านไปแล้วในเว็บไซต์
หากจะสรุปสาระสำคัญของคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดที่ชี้แจงไปยังศาล รัฐธรรมนูญอาจสรุปสาระสำคัญโดยย่อได้ว่า (1) การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการในทางปกครอง จึงสามารถถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาลได้ (2) บรรดาศาลทั้งหลายไม่อาจถือได้ว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในความหมายของมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญเพราะเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ (3) เมื่อศาลไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 266 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงไม่สามารถเสนอปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองกับคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ และ (4) การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถถูกตรวจสอบโดยศาลได้ ส่วนประเด็นว่าศาลใดจะมีอำนาจในการตรวจสอบ กรณีย่อมไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามมาตรา 248 ของ รัฐธรรมนูญ
เมื่อค้นคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดโดยรวมแล้ว ผู้เขียนเห็นด้วยกับสาระสำคัญหลักของคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุด โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 84/2544 1 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้เขียนได้เคยให้ข้อสังเกตคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 84/2544 มาแล้ว ดังนั้นข้อสังเกตในเรื่องนี้จึงมุ่งเน้นไปที่เหตุผลจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดที่ได้มีคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยผู้เขียนมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
1. "ศาล" ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งกับศาลปกครองจึงไม่อาจมีปัญหาในเรื่องอำนาจหน้าที่กันได้ เหตุผลจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดในเรื่องนี้ถือว่ามีน้ำหนักมากที่สุด และในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าเป็นเหตุผลที่คมที่สุด โดยศาลปกครองสูงสุดมีเหตุผลในเรื่องนี้ 2 ประการ คือ ก. "ศาล" ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญตามนัยมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญ และ ข. เมื่อศาลไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 266 จึงไม่มีกรณีที่จะขัดแย้งกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่าง 2 องค์กรดังกล่าว ความเห็นของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวเท่ากับเป็นการยืนยันในหลักนิติรัฐที่ว่า การใช้อำนาจมหาชนทั้งหลายเมื่อใช้อำนาจมหาชนแล้วก่อให้เกิดกระทบสิทธิต่อบุคคลใดแล้ว บุคคลนั้นย่อมมีอำนาจที่จะฟ้องร้องไปยังศาลที่มีเขตอำนาจในเรื่องนั้นๆได้ และความสัมพันธ์ระหว่างศาลที่มีเขตอำนาจในเรื่องนั้นกับองค์กรที่ใช้อำนาจมหาชนในกรณีย่อมไม่ใช่ปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ใดแย้งกัน หากแต่เป็นเรื่องของอำนาจตุลาการตรวจสอบการใช้อำนาจมหาชนที่ถูกใช้โดยองค์กรของรัฐองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้น จากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดในเรื่องนี้จึงไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งขัดแย้งกับอำนาจของศาลปกครอง หากแต่เป็นกรณีที่ศาลปกครองซึ่งใช้อำนาจตุลาการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไปกระทบสิทธิของปัจเจกบุคคล
ผู้เขียนมีประเด็นที่จะให้ข้อสังเกตจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดโดยอาศัยแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ประการดังนี้ (1) ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 5/2542 ว่า กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มาตรา 266 ของ รัฐธรรมนูญบัญญัติขึ้นเพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในเรื่องต่างๆขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรใดองค์กรหนึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่เพียงใด หรือเป็นลักษณะของการที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่สององค์กรขึ้นไปมีปัญหาโต้แย้งกันว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรหนึ่งได้ใช้อำนาจหน้าที่ล่วงล้ำหรือกระทบกระเทือนอำนาจหน้าที่ของอีกองค์กรหนึ่งจึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
จากแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวการวินิจฉัยไว้ว่าเพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็เพียงพอที่จะอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 266 ดังนั้น หากนำแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2542 มาพิจารณาประกอบกับคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดก็ไม่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว เพราะเพียงคณะกรรมการการเลือกตั้งองค์กรเดียวซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็เพียงพอที่ศาล รัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้พิจารณาได้
(2) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2542 เป็นแนวทางในการที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ประเด็นคำถามต่อไป คือ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องนี้อย่างไร ถ้าอาศัยแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง เป็นแนวทางในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้
ก. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 24/2543 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ใช่องค์กรที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐบาลตามมาตรา 276 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง
ข. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 13/2543 ในเรื่องนี้เป็นปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งกับศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเรื่องนี้ว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้สืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 145(3) ของรัฐธรรมนูญและสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดำเนินการเพิกถอนการรับสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเพิกถอนแล้ว การที่ผู้ถูกเพิกถอนนำคดีไปร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่ง และศาลมีคำสั่งว่าการเพิกถอนการสมัครดังกล่าวโดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจะกระทำมิได้เพราะพ้นระยะเวลาที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งจะตรวจสอบและสอบสวนตามมาตรา 32 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542 แล้วนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในการสืบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา 145 (3) ของรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นแม้เหตุผลจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดจะมีน้ำหนัก มีเหตุมีผลน่ารับฟัง แต่เมื่อมาพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2542 , 13/2543 และ 24/2543 หากศาลรัฐธรรมนูญยังคงยึดถือตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็คงจะพอคาดหมายได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้จะมีทิศทางไปในทิศทางใด
2. ประเด็นที่สองที่ผู้เขียนขอตั้งเป็นข้อสังเกตโดยรวมต่อปัญหาความขัดแย้งในเรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นว่าความขัดแย้งในความเห็นทางกฎหมายในเรื่องนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของระบบนิติรัฐของไทย หากความเห็นของฝ่ายที่เห็นว่า การใช้อำนาจในทางมหาชนที่ไม่ใช่การใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติก็ดี หรือไม่ใช่อำนาจทางตุลาการก็ดี เมื่อใช้ไปให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลใดแล้ว บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อองค์กรตุลาการได้ หากความเห็นฝ่ายนี้ได้รับการยอมรับนั่นย่อมหมายความว่า "หลักนิติรัฐ" ได้หยั่งรากแก้วลงสู่สังคมไทย แต่หากความเห็นดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับก็ย่อมแสดงได้ว่า รากแก้วของหลักนิติรัฐยังมิได้ลงรากฝังลึกในสังคมไทยหากเป็นแต่เพียงรากฝอยเท่านั้นที่แผ่ซ่านปกคลุมพื้นดิน
หากสังคมยอมรับหลักการที่ว่าการใช้อำนาจมหาชนซึ่งไปกระทบต่อปัจเจกบุคคลย่อมได้รับการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้ สำหรับกรณีการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งหากยอมรับในหลักการว่าย่อมอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบโดยศาลได้ ส่วนจะให้ศาลใดเป็นศาลที่มีความเหมาะสมโดยต้องคำนึงถึงความรวดเร็วและเป็นธรรมในการตรวจสอบ หากศาลที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองยังไม่พร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องเลือกตั้ง หากจำเป็นจะต้องตั้งศาลเฉพาะเพื่อการตรวจสอบเรื่องเลือกตั้ง เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ก็อาจจำเป็นต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เพราะอำนาจเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม เพราะ "อำนาจ" มิได้ถูกใช้โดยตัวของมันเอง หากแต่ "อำนาจ" ทั้งหลายนั้นถูกใช้โดย "คน"
ลงเผยแพร่ครั้งแรกใน Public Law Net วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2545
|