กลับไปหน้าแรก บทความทางกฎหมาย และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ พระราชบัญญัติ และกฎข้อบังคับที่สำคัญในสาขากฎหมายมหาชน ข้อมูลบรรณานุกรมเพื่อการศึกษาค้นคว้า คำวินิจฉัย, คำพิพากษาของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
รวมศัพท์กฎหมายมหาชน ฝรั่งเศส - ไทย หนังสือกฎหมายที่น่าสนใจ หนังสือกฎหมายมหาชนอิเลคทรอนิกส์ เวทีทัศนะและถาม-ตอบ สัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชน เชื่อมโยงไปยังเวบไซต์กฎหมายอื่นๆ

บทความทางกฎหมายมหาชน และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ
บทความทางกฎหมายมหาชน และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ

Public Law Network : บทความ
รายงานสรุปผลการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์
เรื่อง
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หน้าที่แล้ว   หน้า 1 | หน้า 2| หน้า 3| หน้า 4| หน้า 5| หน้า 6   หน้าถัดไป

             (4.3) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องทำโดยองค์กรที่เป็นกลาง อิสระและสามารถ ตรวจสอบได้ จากการศึกษาถึงกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศ และกระบวนการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจของไทยตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ จะพบว่า การกำหนดให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการ "เลือก" และทำ "การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" นั้นไม่สามารถสนองตอบประโยชน์สาธารณะได้ดีเท่าที่ควรด้วยเหตุผลหลายประการ ซ้ำยังอาจ ก่อให้เกิด "ผลเสีย" อย่างมหาศาลต่อประเทศได้หากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างขาดทิศทางและมุ่งสนองว้ตถุประสงค์อื่นที่มิใช่ประโยชน์สาธารณะ ด้วยเหตุนี้เองที่ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้มี "คณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" ขึ้นมาทำหน้าที่รับผิดชอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดและในทุกกระบวนการและทุกขั้นตอน โดยเน้นจุดสำคัญ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะต้องเป็นไปโดยโปร่งใส มีขั้นตอนในการดำเนินการอย่างเป็นระบบและปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
             คณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจประกอบด้วยกรรมการจำนวน 11 คน ซึ่งใน ร่างมาตรา 9 ได้แบ่งกรรมการออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 4 คน จะได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อันจะเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตามร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อรับผิดชอบในงานเลขานุการของคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คนนั้น มาจากการเลือกของวุฒิสภาตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติและโดยการเสนอของคณะรัฐมนตรี ส่วนประธานกรรมการอันเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากและมีบทบาทสูงในกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ได้กำหนดให้ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนหนึ่งมาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ศป. ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งเมื่อตุลาการผู้นั้นมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ แล้ว ให้ถือว่าตุลาการผู้นั้นขาดจากความเป็นตุลาการในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วก็สามารถกลับไปเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้เช่นเดิม นอกจากนี้ เนื่องจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นงานที่สำคัญและมีความต่อเนื่อง ดังนั้น จึงกำหนดไว้ในร่างมาตรา 9 วรรคสอง ว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 คน จะต้องเป็น ผู้ทำงานเต็มเวลา
             กรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีหลักประกันในการทำงาน คือ ความเป็นอิสระและต้องปลอดจากการเมืองและการประกอบธุรกิจบางประเภท ดังนั้น ในร่างมาตรา 10 (4) ถึง (6) จึงกำหนดให้กรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง รวมทั้งยังห้ามเป็นหรือภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ได้เคยเป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการหรือมีส่วนได้เสียในนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน ผู้ร่วมทุนหรือมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูป ตลอดจนห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการกิจการของผู้รับโอนหุ้นหรือบริษัทผู้รับโอนหุ้นรายใดอันมีลักษณะทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้รับโอนหุ้นหรือบริษัทผู้รับโอนหุ้นรายนั้น
             นอกจาก "ข้อห้าม" ตามร่างมาตรา 10 (4) ถึง (6) ดังกล่าวไปแล้ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหา "ประโยชน์ทับซ้อน" ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการกับประโยชน์สาธารณะ อันจะเป็นส่วนสำคัญที่อาจ กระทบมาถึงกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตามร่างพระราชบัญญัติได้ จึงมีกำหนดไว้ในร่างมาตรา 12 และร่างมาตรา 13 ให้กรรมการทุกคนต้องแจ้งเรื่องการประกอบวิชาชีพ การดำรงตำแหน่งอื่นใดหรือการเป็นตัวแทนใด ๆ ของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ยังมีข้อห้ามตามมาอีกสำหรับระยะเวลา 5 ปี คือ ห้ามประธานกรรมการและกรรมการดำรงตำแหน่งใดในคณะกรรมการบริหารของบริษัทที่รับโอนหุ้นที่รัฐเคยถืออยู่ หรือกระทำการใด ๆ ที่เป็นการให้บริการแก่บริษัทดังกล่าว และห้ามซื้อหุ้นหรือรับโอนหุ้นของบริษัทที่รับโอนหุ้นที่รัฐเคยถืออยู่
             ข้อห้ามทั้งหมดที่กล่าวไปนี้จะทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปโดยอิสระ ปราศจากอิทธิพลครอบงำของฝ่ายการเมืองและฝ่ายเอกชนที่มุ่งประสงค์จะได้ประโยชน์จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
             อนึ่ง การมีข้อห้ามต่าง ๆ จำนวนมากกำหนดไว้เช่นนี้ อาจทำให้กรรมการแปรรูป รัฐวิสาหกิจมีความลำบากในการดำรงชีพเนื่องจากเมื่อได้รับแต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการแล้ว ก็จะต้อง "ตัดขาด" จากอาชีพอื่น ๆ ทั้งหมด ร่างมาตรา 18 จึงได้กำหนดให้มีการตราพระราช กฤษฎีกากำหนดค่าตอบแทนของกรรมการทั้งหลาย ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการซึ่งเคยเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดนั้น ร่างมาตรา 18 ก็กำหนดไว้ว่าจะต้องได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่ขณะดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด
             นอกจากนี้แล้ว เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นไปอย่างเรียบร้อย ต่อเนื่องและเป็นระบบ ในร่างมาตรา 19 ได้กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นส่วนราชการในกระทรวงการคลังที่ไม่มีฐานะเป็นกรม ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่รับผิดชอบในงานเลขานุการของคณะกรรมการและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด หน่วยงานดังกล่าวมีเลขาธิการซึ่งมีฐานะเป็นอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของสำนักงาน ส่วนการได้มาซึ่งเลขาธิการนั้น ร่างมาตรา 19 วรรคท้าย กำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

             (4.4) การเลือกรัฐวิสาหกิจมาทำการแปรรูป ข้อบกพร่องที่สำคัญของการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจก็คือ การขาดเกณฑ์ในการเลือกรัฐวิสาหกิจที่จะมาแปลงทุนเป็นหุ้นเพื่อทำการแปรรูปต่อไป การขาดเกณฑ์ในลักษณะ ดังกล่าวเป็นเหตุให้อำนาจในการเลือกอยู่ที่ฝ่ายบริหารโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลในการเลือก
             ร่างมาตรา 6 วรรคสอง และร่างมาตรา 7 ได้มอบอำนาจ "อย่างจำกัด" ให้กับคณะรัฐมนตรีในการ "เลือก" รัฐวิสาหกิจที่จะมาทำการแปรรูป โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะกระทำได้เฉพาะในกิจการที่มิใช่เป็นการจัดทำบริการสาธารณะระดับชาติหรือกิจการที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะทำได้ก็แต่เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ปรากฏชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อแนบท้ายพระราชบัญญัติและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น

             (4.5) ขั้นตอนในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ร่างมาตรา 15 แห่งร่างพระราชบัญญัติ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. .... ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่หลักของคณะกรรมการแปรรูป รัฐวิสาหกิจไว้สองประการ ซึ่งอำนาจหน้าที่หลักทั้งสองประการนี้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ร่างกฎหมายกำหนดให้มีสองขั้นตอน คือ ขั้นตอนในการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และขั้นตอนในกระบวนการเพื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

             (4.5.1) ขั้นตอนในการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แม้ในร่างพระราชบัญญัติจะกำหนด "รายชื่อ" ของรัฐวิสาหกิจที่จะต้องแปรรูปไว้แล้วก็ตาม แต่รายชื่อเหล่านั้นก็เป็นเพียง "กรอบ" กว้าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจที่จะต้องถูกแปรรูป การแปรรูป รัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริงจะต้อง เริ่มต้น ด้วย "การศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ" เพื่อให้ได้ ข้อยุติว่าควรหรือไม่ควรที่จะทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น และหากควรแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
             ขั้นตอนในการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจึงมีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำคัญ คือ ศึกษาว่ารัฐวิสาหกิจสมควรแปรรูปหรือไม่ โดยขั้นตอนจะเริ่มจากในร่างมาตรา 20 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกรัฐวิสาหกิจที่เห็นสมควรแปรรูปจากบัญชีรายชื่อรัฐวิสาหกิจแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติ แล้วแจ้งรายชื่อของรัฐวิสาหกิจนั้นไปที่ คณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ในส่วนนี้ก็คือ เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและมอบหมายให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้กำหนดประเด็นในการศึกษาซึ่งอย่างน้อยจะต้องประกอบด้วย การศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในร่างมาตรา 21 หลังจากได้รับมอบหมายแล้วหน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวจะต้องทำการศึกษาให้เสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นสมควรให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นตามที่บัญญัติไว้ในร่างมาตรา 23 ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวคณะกรรมการอาจมีมติให้ขยายได้โดยต้องได้รับความเห็นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย เมื่อหน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวทำการศึกษาเสร็จแล้ว ร่างมาตรา 22 ได้กำหนดให้มีการจัดทำผลการศึกษาเป็นบันทึกรายงานอันประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ ผลดีผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน ผลกระทบต่อเอกชน ผู้ประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกันกับกิจการที่จะแปรรูป และข้อเสนอแนะในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อยกเลิกการผูกขาดทางการค้าและกระตุ้นให้มีการแข่งขันในตลาด โดยหน่วยงานหรือองค์กรนั้นจะต้องเสนอผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
             เมื่อได้รับรายงานศึกษาความเป็นไปได้ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจากหน่วยงานหรือองค์กรที่คณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้มอบหมายให้ไปทำแล้ว ร่างมาตรา 24 วรรคสองถึงวรรคสี่ กำหนดให้คณะกรรมการมีหน้าที่ 3 ประการ คือ

             (ก) จัดทำความเห็นประกอบบันทึกรายงานดังกล่าวถึงความเหมาะสมหรือไม่ของการดำเนินการตามข้อเสนอของหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษา แล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

             (ข) จัดพิมพ์เผยแพร่บันทึกรายงานของหน่วยงานหรือองค์กรและความเห็นของคณะกรรมการตามวรรคสองเพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงข้อมูลดังกล่าวโดยผ่านทางสื่อสารสารสนเทศที่เหมาะสมหรือโดยวิธีการทางอิเลคทรอนิกส์อื่นใด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและแสดงความคิดเห็นได้โดยสะดวก โดยประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการใช้ระบบปกติ

             (ค) เสนอรายงานของหน่วยงานหรือองค์กรและความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวข้างต้นต่อรัฐสภาเพื่อทราบ
             นอกจากนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ของประชาชน และประโยชน์ของรัฐ ร่างมาตรา 25 ยังได้บัญญัติไว้ว่า หากมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพหรือเป้าหมายของการจัดทำบริการสาธารณะโดยรัฐอันจำเป็นเพื่อบริการแก่ประชาชนและสมควรที่จะ "รับฟัง" ความคิดเห็นของรัฐสภา นายกรัฐมนตรีอาจแจ้งไปยังประธานรัฐสภาเพื่อขอให้มีการอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ โดยรัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ ขั้นตอนรับฟังความเห็นของรัฐสภานี้ มีขึ้นก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะตัดสินใจว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามที่คณะกรรมการได้เสนอมาดังที่บัญญัติไว้ในร่างมาตรา 26 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อให้ตัวแทนประชาชนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งต่อการที่ฝ่ายบริหารจดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นต่อไป แต่อย่างไรก็ดี การตัดสินใจที่จะแปรรูปหรือไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจใดนั้นก็ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีตามที่ได้บัญญัติไว้ในร่างมาตรา 26 ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาบันทึกรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ความเห็นของคณะกรรมการและความเห็นของรัฐสภาแล้ว หากคณะรัฐมนตรีเห็นควรให้ทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ก็ให้แจ้งให้คณะกรรมการทราบเพื่อดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นต่อไป แต่หากคณะรัฐมนตรีมีมติไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจใด ก็ให้ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น
             จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนการ แปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งมีอยู่หลายขั้นตอนจะทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างถูกต้อง มีเหตุมีผล เป็นระบบ มีความโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้

             (4.5.2) ขั้นตอนในกระบวนการเพื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หลังจากที่ผ่านการ ศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบจากผู้เชี่ยวชาญถึงความเป็นไปได้ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายการเมือง คือ คณะรัฐมนตรีให้ทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดแล้ว ร่างมาตรา 27 ก็ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แจ้งไปยังคณะกรรมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจถึงการตัดสินใจของตนเพื่อให้คณะกรรมการทราบและเพื่อดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อไป
             มีสิ่งที่คณะกรรมการต้องดำเนินการอยู่มาก โดยในเบื้องต้นนั้นคณะกรรมการ จะต้องพิจารณากำหนดรูปแบบที่จะทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก่อน หากคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ก็จะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ แต่ถ้าหากคณะกรรมการ พบว่า สมควรแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจไปเป็น "องค์กรมหาชนทางเศรษฐกิจ" หรือเป็น "หน่วยงานอื่นของรัฐ" คณะกรรมการก็จะต้องแจ้งความเห็นดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งหากในขณะนั้นมีกฎหมายกลางว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรมหาชนทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว คณะรัฐมนตรีก็จะไปดำเนินการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจนั้นให้เป็นองค์การมหาชนทางเศรษฐกิจตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในกฎหมายต่อไป แต่หากยังไม่มี คณะรัฐมนตรีก็สามารถยกร่างกฎหมายดังกล่าวหรือยกร่างกฎหมายเฉพาะเพื่อแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจไปเป็นองค์กรมหาชนทางเศรษฐกิจหรือเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐต่อไป
             ส่วนในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรทำการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในรูปแบบของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามร่างมาตรา 28 (1) คณะกรรมการมีภารกิจที่ต้องดำเนินการหลายประการดังที่ได้บัญญัติไว้ในร่างมาตรา 28 เช่น กำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการในการประเมินมูลค่าของรัฐวิสาหกิจที่จะทำการแปรรูป เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำหนดราคาหุ้น กำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการในการแปรสภาพสัญญาต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจที่จะทำการแปรรูปได้เป็นคู่สัญญาอยู่ กำหนดวิธีการขายหุ้น กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดทางการค้าในกิจการที่แปรรูป รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ในการโอนอสังหาริมทรัพย์ สิทธิ หน้าที่ และพนักงานของรัฐวิสาหกิจไปยังบริษัท เป็นต้น ส่วนในร่างมาตรา 25 ก็กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการในการประเมินมูลค่าของรัฐวิสาหกิจซึ่งต้องมีการแต่งตั้งสำนักงานผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาธนาคารให้เข้ามาช่วยทำการศึกษาและวิเคราะห์สถานะโดยรวมของรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะสถานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจที่จะทำการแปรรูป เมื่อคณะกรรมการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในร่างมาตรา 29 ถึงร่างมาตรา 31 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการจะต้องดำเนินการตามร่างมาตรา 32 คือ เสนอผลการประเมินไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นผู้กำหนดมูลค่าหรือราคาของรัฐวิสาหกิจในขั้นสุดท้าย โดยร่างมาตราดังกล่าวได้สร้างหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไว้ด้วยว่า การโอนรัฐวิสาหกิจในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของรัฐวิสาหกิจนั้น หรือต่ำกว่ามูลค่าที่คณะกรรมการได้ประเมินไว้ หรือการโอนรัฐวิสาหกิจที่อาจมีผลเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประเทศชาติหรือประโยชน์สาธารณะซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งจะกระทำมิได้
             เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในการกำหนดมูลค่าหรือราคาของรัฐวิสาหกิจที่จะ ทำการแปรรูปดังกล่าวไปแล้ว ร่างมาตรา 33 กำหนดว่าให้ถือว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นอันยกเลิกไปโดยผลของร่างพระราชบัญญัตินั้นตามเงื่อนเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งจะต้องไม่เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในการกำหนดมูลค่าหรือราคาของรัฐวิสาหกิจตามร่างมาตรา 32
             สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพนักงานของรัฐวิสาหกิจนั้น ในวันที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจยกเลิกไป ร่างมาตรา 33 วรรคสอง กำหนดให้พนักงานโอนไปเป็นลูกจ้างของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และให้พนักงานได้รับเงินเดือน ค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาในการทำงานของพนักงานในรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นเวลาการทำงานในบริษัทโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นบริษัทนั้นเป็นการเลิกจ้าง ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานของรัฐวิสาหกิจเดิมที่เปลี่ยนสภาพไปเป็นบริษัทนั้น ร่างมาตรา 33 วรรคสาม กำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นยังคงอยู่ต่อไปโดยให้บริษัทมีฐานะเป็นนายจ้างแทนรัฐวิสาหกิจเดิม
             เนื่องจากกระบวนการที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดข้างต้น มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กับทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของประเทศชาติและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ร่างมาตรา 34 จึงได้กำหนดให้คณะกรรมการต้อง จัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องที่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการทางสื่อสารสารสนเทศ และจัดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในกระบวนการต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย

             (4.6) การดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ในการกำหนดมูลค่าหรือราคาของรัฐวิสาหกิจดังที่ได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อก่อนหน้านี้ ร่างมาตรา 35 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้คณะกรรมการทราบเพื่อดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อไป
             ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ร่างมาตรา 36 ได้กำหนดวิธีการไว้ 5 วิธีการ ด้วยกัน คือ การโอนหุ้น การแลกเปลี่ยนหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่จะทำการแปรรูปกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิ การสละสิทธิในการเข้าชื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนหรือการขายสิทธิดังกล่าว การเพิ่มทุนโดยการแลกเปลี่ยนกับการนำหุ้นหรือสินทรัพย์มาลงหุ้น และการออกหุ้นกู้ หรือหุ้นกู้ไม่ว่าจะนำมาซึ่งสิทธิ ใด ๆ หรือไม่ในทุนของรัฐวิสาหกิจ การดำเนินการตามวิธีการทั้ง 5 ประการดังกล่าว อาจทำโดยผ่านหรือไม่ผ่านกระบวนการของตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในร่างมาตรา 37 แต่อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะมีการดำเนินการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนตามกระบวนการของตลาดหลักทรัพย์ ร่างมาตรา 38 ก็ได้กำหนดให้คณะกรรมการออกประกาศกำหนดเงื่อนไขของการเสนอขายหุ้นของรัฐวิสาหกิจแห่งนั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน รวมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวให้สาธารณชนทราบด้วย
             (4.7) สิทธิประโยชน์ของพนักงาน เพื่อให้พนักงานรัฐวิสาหกิจมีส่วนร่วมในการ ปรับปรุงและเร่งพัฒนาศักยภาพขององค์กรใหม่ที่เกิดขึ้น จึงกำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจมีส่วน "เป็นเจ้าของ" รัฐวิสาหกิจด้วย โดยร่างมาตรา 39 ได้กำหนดไว้ว่า คณะกรรมการอาจประกาศกำหนดให้มีการเสนอขายหุ้นบางส่วนให้แก่พนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจที่จะทำการแปรรูปได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนที่จะทำการโอนไปยังบริษัทที่จะเกิดจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น หรือคณะกรรมการอาจกำหนดให้มีส่วนลดในราคาหุ้นดังกล่าวได้ แต่จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาหุ้นต่ำสุดที่เสนอขายแก่ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น
             ในการซื้อหุ้นของพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวนี้ พนักงานและ ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจอาจชำระเงินค่าหุ้นเป็นรายงวดได้ แต่จะต้องไม่เกินกว่า 3 ปีนับแต่วันที่มีการจัดตั้งบริษัท และเมื่อพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจได้เข้าชื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ห้ามมิให้โอนหุ้นที่ได้มาดังกล่าวต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี และก่อนที่จะได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว

หน้าที่แล้ว   หน้า 1 | หน้า 2| หน้า 3| หน้า 4| หน้า 5| หน้า 6   หน้าถัดไป


ลงเผยแพร่ครั้งแรกใน Public Law Net วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2547

กลับไปหน้าที่แล้ว

             Public Law Net ยินดีพิจารณาบทความในแขนงกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง กฎหมายรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งบทความที่มีสาระน่าสนใจอื่นๆ จากนักเขียน นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักศึกษากฎหมายทุกท่าน โดยส่งบทความของท่านมาในรูปแบบของเอกสาร Microsoft Word (*.doc) เอกสาร Text ข้อความล้วน (*.txt) ผ่านทาง E-Mail webmaster@pub-law.net โดยลิขสิทธิและความรับผิดตามกฎหมายเป็นของผู้เขียนบทความนั้น

ข้อมูลใดๆที่ปรากฎในเวบนี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ
หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น