| ประชาชนกับการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่น [ตอนที่ 2]
|
รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนจบ
หน้า 1 | หน้า 2

2.2 สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญา
โดยทั่วไปนั้นการดำเนินคดีอาญาย่อมมีการกระทบถึงสิทธิของบุคคลต่างๆ ดังนั้น การดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำผิดจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของสังคมและสิทธิมนุษยชน ของผู้กระทำผิดนั้นด้วย รวมตลอดจนถึงต้องคำนึงถึงสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาทั้งหลาย เช่น พยานบุคคล เป็นต้น
สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มีดังนี้คือ
2.2.1 การพิจารณาคดีของศาล
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีของศาลไว้ในมาตรา 236 ดังนี้
มาตรา 236 การนั่งพิจารณาคดีของศาลต้องมีผู้พิพากษาหรือตุลาการครบองค์คณะ และผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติดังกล่าวได้ให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนที่ถูกพิจารณาคดีโดยศาลโดยได้กำหนดให้การนั่งพิจารณาคดีของศาลในแต่ละครั้งต้องมี ผู้พิพากษาหรือตุลาการครบองค์คณะ และผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยในคดีนั้นมิได้ เพราะผู้พิพากษาจำต้องนั่งร่วมพิจารณาคดีเพื่อ ทำการไต่สวนรับฟังพยานเหตุผลในคดีนั้นๆ เป็นไปอย่างสมบูรณ์และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน ทั้งนี้ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้
2.2.2 สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)
ได้กล่าวถึงสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาในเรื่องการจับ การคุมขัง ไว้ในมาตรา 237 ดังนี้
มาตรา 237 ในคดีอาญาการจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า กับจะต้องได้รับโอกาสแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับไว้วางใจทราบในโอกาสแรก และผู้ถูกจับซึ่งยังถูกควบคุมอยู่ต้องถูกนำตัวไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อศาลพิจารณาว่ามีเหตุที่จะขัง ผู้ถูกจับไว้ตามกฎหมายหรือไม่ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมายจับหรือหมายขังบุคคลจะออกได้ต่อเมื่อ
(1) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงที่มีอัตราโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือ
(2) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นด้วย
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งผู้ต้องหาเหล่านี้ย่อมต้องได้รับความคุ้มครองด้วยเพื่อเป็นการคุ้มครองมิให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติให้ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำได้ต่อเมื่อมีคำสั่ง มีหมายศาล หรือได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า รวมทั้งต้องแจ้งให้ญาติทราบ และพนักงานสอบสวนจำต้องสอบสวนและนำตัวผู้ถูกจับไปยังศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมง เพื่อให้ศาลพิจารณาว่ามีเหตุที่จะขังผู้ถูกจับไว้ตามกฎหมายหรือไม่ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังบัญญัติว่าจะออกหมายจับหรือหมายขังบุคคลได้ต่อเมื่อเข้าเหตุ 2 เหตุตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
2.2.3 การคุ้มครองสิทธิของบุคคลเรื่องการค้นในที่รโหฐาน
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้กล่าวถึงการคุ้มครองบุคคลในเรื่องของการค้นในที่รโหฐานโดยต้องมีหมายศาลไว้ใน มาตรา 238 ดังนี้
มาตรา 238 ในคดีอาญา การค้นในที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะมี
คำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในที่รโหฐานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้อำนาจตรวจค้นในที่รโหฐานได้ต่อเมื่อมีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล
2.2.4 สิทธิของผู้ต้องหาในการขอประกันตัวชั่วคราว
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)
ได้กล่าวถึงสิทธิของผู้ต้องหาในการขอประกันตัวชั่วคราวไว้ในมาตรา 239 ดังนี้
มาตรา 239 คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการ พิจารณาอย่างรวดเร็วและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องอาศัยเหตุตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในกฎหมาย และต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทราบโดยเร็ว
สิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านการไม่ให้ประกัน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามที่
กฎหมายบัญญัติ
บุคคลผู้ถูกควบคุม คุมขัง หรือจำคุก ย่อมมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ
เป็นการเฉพาะตัว และมีสิทธิได้รับการเยี่ยมตามสมควร
บทบัญญัติในมาตรา 239 นี้ เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้ต้องหาในแง่การขอประกันตัวโดยผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถขอประกันตัวในคดีอาญาได้และต้องมีการ พิจารณาคำขอประกันตัวชั่วคราวนั้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งจะเรียกหลักประกันเกินควรมิได้ หาก มิให้ประกันตัวก็จำต้องชี้แจงเหตุผลตามหลักเกณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในกฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวคุมขังและจำคุกอยู่ย่อมมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัวและมีสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามควร
2.2.5 สิทธิของผู้ถูกคุมขังที่จะร้องขอต่อศาลว่าการคุมขังมิชอบ
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)
ได้กล่าวถึงการรับรองสิทธิของผู้ถูกคุมขังว่าสามารถร้องขอต่อศาลว่าการคุมขังนั้นกระทำโดย มิชอบไว้ในมาตรา 240 ดังนี้
มาตรา 240 ในกรณีที่มีการคุมขังตัวบุคคลในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดผู้ถูกคุมขังเอง พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง มีสิทธิร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาว่าการคุมขังเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมีคำร้องเช่นว่านี้ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการคุ้มครองผู้ต้องหาในคดีอาญาหรือในกรณีอื่น ๆ โดยการคุมขังนั้นทำโดยมิชอบ ผู้ถูกคุมขัง พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง มีสิทธิร้องขอต่อศาลท้องที่ ศาลจำต้องดำเนินการไต่สวนพิจารณาโดยด่วน ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล คือ มีการคุมขังโดยมิชอบ ศาลต้องสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทันที มาตรา 240 นี้ เป็นบทบัญญัติที่ป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา
2.2.6 สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาในการสอบสวนพิจารณา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)ได้กล่าวถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาในการสอบสวนพิจารณาคดีไว้ในมาตรา 241 ดังนี้
มาตรา 241 ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม
ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
ผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคำให้การของตน เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมมีสิทธิขอทราบสรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสั่งคดี ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาหรือจำเลยว่าย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจกลั่นแกล้งประวิงเวลาหรือประวิงคดี อีกทั้งมาตรา 241 นี้ยังกำหนดถึงสิทธิของผู้ต้องหาในการให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำในชั้น สอบสวนได้ และเมื่อให้การแล้วผู้เสียหายหรือจำเลยสามารถขอตรวจสอบหรือคัดสำเนาคำให้การของตน เอกสารประกอบในชั้นสอบสวนได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากนี้ ในวรรคท้ายของมาตรา 241 ยังให้สิทธิต่อผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือผู้มีส่วนได้เสียในการขอทราบสรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการส่งคดีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ
2.2.7 สิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในคดีอาญา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)
ได้บัญญัติถึงสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในคดีอาญาไว้ในมาตรา 242 ดังนี้
มาตรา 242 ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมหรือคุมขังไม่อาจหาทนายความได้ รัฐต้องให้ความช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้โดยเร็ว
ในคดีแพ่ง บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติในมาตรา 242 ได้บัญญัติเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่มีฐานะยากจน ให้มีสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ แม้กระทั่งในคดีแพ่งบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
2.2.8 สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)
ได้กล่าวถึงการให้สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองไว้ในมาตรา 243 ดังนี้
มาตรา 243 บุคคลย่อมมีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา
ถ้อยคำของบุคคลซึ่งเกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจ กำลังบังคับ การข่มขู่ หรือกลฉ้อฉลใด ๆ ให้ถ้อยคำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา หากมีถ้อยคำต่าง ๆ ที่มาจากการใช้อำนาจ กำลังบังคับ การขู่เข็ญ หลอกลวง หรือการกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ ย่อมไม่อาจเอาถ้อยคำเหล่านั้นมารับฟังเป็นพยานได้
2.2.9 สิทธิได้รับความคุ้มครองในฐานะพยานในคดีอาญา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540)
ได้กล่าวถึงสิทธิของพยานในการได้รับความคุ้มครองจากรัฐไว้ในมาตรา 244 ดังนี้
มาตรา 244 บุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญามีสิทธิได้รับความคุ้มครองการปฏิบัติที่เหมาะสม และค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองพยานในคดีอาญาเพื่อเป็นหลักประกันในการรับรองความปลอดภัยในการกล่าวข้อเท็จจริงเพื่อเป็นประโยชน์ในคดี โดยรัฐต้องคุ้มครองบุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญา มีการปฏิบัติต่อพยานอย่างเหมาะสม โดยรัฐต้องจ่ายค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
2.2.10 สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้กล่าวถึงสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาไว้ในมาตรา 245 ดังนี้
มาตรา 245 บุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิได้รับความคุ้มครองการปฏิบัติที่เหมาะสม และค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บุคคลใดได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือแก่ร่างกายหรือจิตใจเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น บุคคลนั้นหรือทายาทย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติในมาตรา 245 นี้เป็นการบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา การปฏิบัติที่เหมาะสมและค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และในมาตรา 245 ยังคุ้มครองคลุมไปถึงกรณีบุคคลที่ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วย
2.2.11 สิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายจากการตกเป็นจำเลยในคดีอาญา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาไว้ในมาตรา 246 ดังนี้
มาตรา 246 บุคคลใดตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะการนั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติในมาตรา 246 นี้ เป็นการคุ้มครองบุคคลที่เป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีโดยหากปรากฏว่าภายหลังได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีว่าบุคคลนั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของบุคคลนั้นไม่เป็นความผิด บุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามควร รวมตลอดจนสิทธิที่เสียไปเพราะการถูกจำคุก ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
2.2.12 สิทธิขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้กล่าวถึงการให้สิทธิในการขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ของบุคคลต้องโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุด โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 247 ดังนี้
มาตรา 247 บุคคลใดต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดบุคคลนั้น ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ อาจร้องขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้และหากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็น ผู้กระทำความผิด บุคคลนั้นหรือทายาทย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติมาตรา 247 นี้เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่บุคคลที่ต้องโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้สามารถร้องขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ และหากการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้นปรากฏตามคำพิพากษาของศาลในครั้งใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด รัฐจำต้องชดเชยให้ค่าทดแทนตลอดจนบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
2.3 สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) นอกจากจะมีบทบัญญัติที่รับรองถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังได้บัญญัติถึงองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องว่าหากมีการละเมิดหรือใช้สิทธิโดยมิชอบเกิดขึ้น ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิในการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ได้ตามองค์กรต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดดังนี้ คือ
2.3.1 สิทธิในการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) ได้จัดตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ให้ทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนโดยบัญญัติไว้ในมาตรา 196 และ 197 ดังนี้
มาตรา 196 ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีจำนวนไม่เกินสามคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา และการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
มาตรา 197 ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี
(ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
(ข) การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม
(ค) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
(2) จัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา
บทบัญญัติในมาตรา 196 นี้ เป็นการบัญญัติถึงการจัดตั้งองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาจำนวนไม่เกิน 3 คน โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลซึ่งมีความรอบรู้มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปี เพื่อทำหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 197 คือ รับเรื่องราวร้องทุกข์ พิจารณาสอบสวนหาข้อเท็จจริงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกเหนือกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์แล้วให้จัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและ ข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา
2.3.2 สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนขึ้นในมาตรา 199 ถึงมาตรา 200 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
มาตรา 199 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย
ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา การเลือก การถอดถอน และการกำหนดค่าตอบแทน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
มาตรา 200 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
(2) เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
(3) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน
(4) ส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ องค์การ
เอกชน และองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน
(5) จัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายใน
ประเทศและเสนอต่อรัฐสภา
(6) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนประกอบด้วย
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ รวมทั้งมีอำนาจอื่นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติในมาตรา 199 ถึงมาตรา 200 เป็นบทบัญญัติที่จัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรหลักในการให้ความคุ้มครองในด้านสิทธิมนุษยชนต่อประชาชน
2.3.3 สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อศาลปกครอง
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้มีการจัดตั้งศาลปกครอง
ขึ้นในมาตรา 276 ถึงมาตรา 280 โดยมีบทบัญญัติที่กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองในมาตรา 276 คือ
มาตรา 276 ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกันซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น และจะมีศาลปกครองชั้น
อุทธรณ์ด้วยก็ได้
บทบัญญัติดังกล่าวได้จัดตั้งศาลปกครองขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ โดยศาลปกครองจะทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนพอเพียงแล้วหรือไม่ หากพบว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ถูกต้อง ศาลปกครองก็จะวินิจฉัยให้ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งหรือการกระทำดังกล่าว
จากการศึกษาถึงสิทธิและเสรีภาพทั้งหลายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) จะเห็นได้ว่า ประกอบด้วยบทบัญญัติหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติในลักษณะที่เป็น สิทธิและเสรีภาพ แท้ ๆ ของประชาชน เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในทางวิชาการ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หรือบทบัญญัติในลักษณะอื่นที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญใน การมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน เช่น สิทธิในการเลือกตั้งหรือลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก รัฐสภา สิทธิในการตั้งพรรคการเมือง รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศซึ่งมีลักษณะเป็น ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) เช่น การเข้าข้อเสนอร่างกฎหมายการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งการแสดงประชามติ เป็น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบถึงระบบประชาธิปไตยทางตรง ก่อนที่จะทำการศึกษาวิเคราะห์ต่อไปถึงกระบวนการในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
บทที่ 1
ประชาธิปไตยทางตรง
ในประเทศต่าง ๆ ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศมาจากประชาชนในรัฐ ดังนั้น การปกครองสังคมเพื่อให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข จะต้องถือมติของปวงชนในสังคมเป็นใหญ่ แต่เดิมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม คือ ให้ประชาชนในรัฐได้ออกเสียงต่อกิจการบ้านเมืองหรือกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยตรง แต่ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐเจริญขึ้นและประชาชนในแต่ละรัฐมีจำนวนมากขึ้น การที่จะให้ประชาชนแต่ละคนเข้าไปใช้อำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายและยุ่งยาก ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องสถาปนาระบบการมีผู้แทนราษฎรขึ้นเพื่อให้ผู้แทนราษฎรรับเอาความคิดเห็นของประชาชนไปปฏิบัติ โดยการออกเสียงแทนในเรื่องต่าง ๆ ระบบดังกล่าวเรียกว่า ระบบประชาธิปไตยในระบบผู้แทน (representative democracy) หรือเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ระบบประชาธิปไตยทางอ้อม (indirect democracy)
การให้ประชาชนทุกคนใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองตนเองย่อมนับว่าตรงกับความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขและปัจจัยต่าง ๆ ในสภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น จำนวนพลเมือง ดินแดน และการศึกษาของประชาชน ตลอดจนความสลับซับซ้อนในการบริหารงานของรัฐสมัยใหม่แล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนทุกคนมารับผิดชอบในการปกครองประเทศเหมือนแต่เดิม ดังนั้น การเลือกผู้แทนที่ตนไว้วางใจและเห็นว่าเหมาะสมที่จะใช้อำนาจแทนตนเข้าไปดำเนินการในการปกครองแทน ย่อมสอดคล้องกับความหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด รูปแบบของประชาธิปไตยโดยอ้อมหรือโดยผู้แทนนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ว่า อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน โดยผู้แทนเหล่านั้นจะเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) และอำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี) แทนประชาชน
แต่อย่างไรก็ตาม การให้ผู้แทนราษฎรทำหน้าที่แทนประชาชนจะตั้งอยู่บนหลักสมมติฐานที่ว่าผู้แทนราษฎรซึ่งประชาชนเลือกนั้นเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ตามความเป็นจริงหากพิจารณาทางสังคมวิทยา (sociology) แล้ว จะเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดก็ดี ย่อมมีผลประโยชน์ผูกพันกับวิธีการที่ให้ประโยชน์แก่ตนเองหรือแก่พรรคการเมืองของตน จึงทำให้การมอง (vision) ปัญหาส่วนรวมของประเทศโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและโดยพรรคการเมืองมีขอบเขตจำกัด ทำให้การแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของผู้แทนราษฎรเหล่านั้นไม่ตรงกับเจตนาส่วนรวมของประชาชน หรือแม้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นจะใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนโดยเจตนา บริสุทธิ์เพื่อให้เกิดผลดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การร่างรัฐธรรมนูญหรือการออกกฎหมายที่สำคัญ ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ประชาชนในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมและมีส่วนในการเป็นเจ้าของประเทศย่อมมีผลได้ผลเสียและมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการในการควบคุมหรือตรวจสอบการใช้อำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวิธีการตรวจสอบที่ใช้กันอยู่แต่เดิมมีเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น กล่าวคือ หากประชาชนที่เลือกผู้แทนของตนเข้าไปทำหน้าที่แทน เห็นว่าผู้แทนของตนทำงานไม่มีประสิทธิภาพหรือปฏิบัติตัวไม่ดี ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็จะไม่เลือกผู้แทนคนนั้นเข้าไปทำหน้าที่อีก
ปัจจุบันประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยส่วนมากใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งประชาชนมีส่วนมีเสียงในการปกครองโดยทางผู้แทนหรือประชาธิปไตยโดยผู้แทนเกือบทั้งสิ้น และในหลายประเทศก็ได้นำหลักการของระบอบประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ซึ่งประชาชนมีส่วนมีเสียงโดยตรงในการบริหารราชการแผ่นดินมาใช้ เช่น เรื่องการออกเสียงประชามติ (referendum) เพื่อเป็นกระบวนการที่เข้ามาเสริม ทฤษฎีตัวแทนของประชาชน โดยให้สิทธิแก่ประชาชนที่ได้เลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่แทนตน ได้มีสิทธิออกเสียงต่อกิจการหรืองานใด ๆ ที่ตัวแทนได้ทำลงไป ระบบการออกเสียงแสดงประชามตินี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ปัญหาสำคัญ ๆ กลับมาสู่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเพื่อตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการสนับสนุนหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง ในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ หรือเรื่องการให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้สิทธิแก่ประชาชนที่จะเสนอร่างกฎหมายที่ตนเองต้องการให้มีต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาจัดทำ เป็นต้น
สำหรับประเทศที่มีรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครอง ประเทศนั้น ถือว่ารัฐธรรมนูญมิได้เป็นเพียงกฎหมายธรรมดาฉบับหนึ่งที่จัดทำขึ้นโดยรัฐาธิปัตย์ เหมือนกับกฎหมายอื่น ๆ ทั่วไป แต่เป็นสัญญาประชาคม (social contract) ที่จัดขึ้นภายใต้เจตนารมณ์ร่วมกัน (general will) ของประชาชนเพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์สูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ อำนาจจัดให้มีรัฐธรรมนูญจึงเป็นของสมาชิกทุกคนในสังคม กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญจึงต้องสะท้อนการมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาสูงสุดของสังคมทุกระดับ แต่การจะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ประชาชนทั่วไปไม่สามารถ เข้าใจได้ ดังนั้น การให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการกำหนดแนวนโยบายที่ใช้ในการปกครองบริหารประเทศโดยการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยการออกเสียง
แสดงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย
นอกจากการให้สิทธิประชาชนออกเสียงแสดงประชามติในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแล้ว ในบางประเทศก็ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถออกเสียงแสดงประชามติในเรื่องอื่น ๆไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายหรือนโยบายที่สำคัญ ๆ ของประเทศหรือกิจการต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นการแสดงถึงอำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชนที่จะแสดงออกถึงความคิดเห็นต่อสิ่งที่จะมากำหนดแนวทางในการปกครองประเทศ หรือกฎหมายที่จะต้องบังคับใช้กับประชาชนต่อไป และนอกจากนี้ ในบางประเทศยังมีการนำระบบการให้ประชาชนสามารถเสนอขอให้มีหรือขอแก้ไขกฎหมาย (initiatif process) อันเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำกฎหมายมาใช้อีกด้วย กระบวนการออกเสียงแสดงประชามติและกระบวนการให้สิทธิประชาชนสามารถเสนอขอให้มีหรือขอแก้ไขกฎหมาย จึงเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกัน และถือได้ว่าเป็นกระบวนการสำคัญ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนทฤษฎีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับรูปแบบของระบบประชาธิปไตยทางตรงที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) นั้น สามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ ประชาธิปไตยทางตรงระดับชาติ และประชาธิปไตยทางตรงระดับท้องถิ่น
หน้า 1 | หน้า 2

ลงเผยแพร่ครั้งแรกใน Public Law Net วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2544
|