กลับไปหน้าแรก บทความทางกฎหมาย และข้อมูลสาระที่น่าสนใจ พระราชบัญญัติ และกฎข้อบังคับที่สำคัญในสาขากฎหมายมหาชน ข้อมูลบรรณานุกรมเพื่อการศึกษาค้นคว้า คำวินิจฉัย, คำพิพากษาของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
รวมศัพท์กฎหมายมหาชน ฝรั่งเศส - ไทย หนังสือกฎหมายที่น่าสนใจ เวทีทัศนะและถาม-ตอบ สัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชน เชื่อมโยงไปยังเวบไซต์กฎหมายอื่นๆ

Public Law Net : เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย

รายงาน
การอภิปรายเรื่อง นิติรัฐกับประชาสังคม

ลงทะเบียน              เมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2546 ที่ผ่านมานั้น สถาบันนโยบายศึกษา และเวบไซต์เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย www.pub-law.net ร่วมกับสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย ได้จัดงานอภิปรายทางวิชาการเรื่อง นิติรัฐกับประชาสังคม ขึ้น ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา โดยได้รับความสนใจจากประชาชน นักวิชาการ และบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายมหาชนไทยอย่างกว้างขวางจนเต็มห้องกมลทิพย์ที่ใช้จัดงาน
คณาจารย์              ผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คนมีทั้งมาจากหน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชน เช่น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยราชการอื่นๆ มหาวิทยาลัยที่มีคณะนิติศาสตร์ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายของเอกชนที่สนใจด้านกฎหมายมหาชนก็เข้าร่วมการสัมนาครั้งนี้อย่างคับคั่ง ทั้งนี้รวมถึงบุคคลสำคัญ ผู้บริหารระดับสูง หรือปรมาจารย์ในวงการกฎหมายที่ถือว่าเป็น "ที่สุด" ของแต่ละองค์กรนั้น ก็เข้ามาร่วมสัมมนาครั้งนี้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประธานศาลปกครองสูงสุด เลขาธิการและรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง เลขาธิการและรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และข้าราชการระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน อาจกว่าได้ว่างานนี้ บุคคลระดับ VIP ในวงการกฎหมายมหาชนไทยแทบจะเดินชนกันเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่า ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานสถาบันนโยบายศึกษา มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ จึงมิได้มาปาฐกถานำเปิดการอภิปรายตามกำหนดการเดิม

เวทีสัมมนา

รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ ในฐานะบรรณาธิการเวบไซต์ www.pub-law.net เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย โดยการอภิปรายได้เริ่มต้นจาก ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ถือว่าเป็นปรมาจารย์ของวงการกฎหมายมหาชนไทย และต่อด้วย ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รองศาสตราจารย์ ดร.โภคิน พลกุล รองประธานศาลปกครองสูงสุด และ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์ - นิติโลก และวิวัฒนาการของกฎหมาย

ศ.ดร. อมร จันทรสมบูรณ์              ศาสตราจารย์ ดร. อมร ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของนิติรัฐ (legal state) ว่าปัจจุบันกำลังจะวัฒนาไปสู่ขอบเขตที่กว้างขวางขึ้นในระดับโลก คือ "นิติโลก" หรือ legal global หรือที่เรียกกันว่า world order เนื่องจากมีการนำเอาหลักการของกฎหมายมาใช้จัดการกับรัฐที่เป็นปัญหา เช่น รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ หรือรัฐผู้ก่อการร้าย มีองค์กรระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง คือ สหประชาชาติ (UN) และองค์กรการค้าโลก (WTO) กฎหมายมิใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่บทบาทที่สำคัญอีกประการของกฎหมาย คือการนำมาเป็นเครื่องมือใช้จัดองค์กร และการจัดองค์กรก็ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริงของสภาพการณ์ในสังคมนั้นด้วย ซึ่งสหประชาชาติเองก็มีการปรับบทบาทหรือรูปแบบให้ไปตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า กฎหมายเองต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคมความเป็นจริงทั้งในระดับรัฐและระดับโลก มี evolution ไปตามความเป็นจริง
             เราจึงควรตระหนักว่า รัฐของเราเป็นหน่วยเล็กๆหน่วยหนึ่งในโลก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงแล้ว รัฐของเรามี Evolution หรือไม่ และสามารถปรับตัวไปสู่ระดับโลกได้หรือไม่ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งหมด จะต้องมองสภาพความเป็นจริง (Reality) ให้ออก ซึ่งต้องขึ้นกับวิธีคิดหรือนิติปรัชญา ปัจจุบัน กฎหมายใช้เป็นเครื่องมือในการออกแบบระเบียบของสังคม หากมองความเป็นจริงที่ว่ามานั้นไม่ออก ก็แก้ปัญหาไม่ได้
             ในระดับโลก มีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและด้อยพัฒนา ในขณะนี้ระเบียบโลกกำลังพัฒนา ซึ่งมีสภาพทางสังคมวิทยาที่แตกต่างกัน บางเรื่อง เช่นสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นของดีในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่กับบางประเทศนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เพราะมีสภาพสังคมที่ไม่พร้อม ไม่มีวินัย เปรียบเสมือนการโยนขนมลงไปในกลุ่มเด็กนักเรียน ก็คงจะมีการแย่งชิงขนมเช่นว่านั้นกันจนเกิดความวุ่นวาย ในขณะที่ถ้าให้ขนมแก่ผู้ใหญ่ที่พัฒนาแล้ว ก็จะมีการแบ่งขนมกันอย่างยุติธรรม บางครั้ง สิทธิและเสรีภาพถูกใช้เป็นเสมือนอาวุธ หากส่งลงไปไม่ถูกที่
             กฎหมายจึงมิใช่ของที่จะลอยลงมาจากฟ้า แต่ต้องเป็นไปตามสภาพความเป็นจริงของประเทศนั้น สังคมนั้น และจะต้องมีวิวัฒนาการตามสภาพสังคมไปด้วย ในระดับโลก ประเทศพัฒนาแล้ว ก็จะเอาเปรียบประเทศด้อยพัฒนา ในระดับรัฐ คนที่ได้เปรียบกว่า ก็จะเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือที่จะสร้างระเบียบให้เหมาะแก่สังคมเช่นว่านี้
             นิติรัฐ หรือนิติในระดับรัฐมีหลายระดับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญอันอยู่ระดับแรก เพราะเป็นเครื่องมือกำหนดกลไกขององค์กรที่จะออกกฎหมายต่างๆ และระบบสถาบันการเมือง กฎหมายที่ออกมาโดยสถาบันการเมืองจึงสำคัญเป็นลำดับรอง จะดีหรือไม่ดีแค่ไหนขึ้นกับสถาบันการเมืองที่ออกแบบโดยรัฐธรรมนูญ ในสังคมนั้น เราแบ่งประชาชนเป็น elite คือประชาชนที่มีความรู้ สนใจปัญหาบ้านเมือง หรือมีโอกาสบริหารบ้านเมืองหรือรับราชการ กับประชาชนทั่วๆไป หรือกลุ่ม non elite ซึ่งบางครั้งอาจจะถูกกลุ่ม Elite ใช้เป็นเครื่องมืออ้างประโยชน์ในด้านของตนเอง
             สิ่งที่เป็นปัญหาในประเทศ คือนิติที่สำคัญที่สุด คือรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันเรามีสภาพอย่างไร เปิดโอกาสให้ elite เอาเปรียบ non elite หรือไม่ ปล่อยให้กลุ่ม elite ทะเลาะกันเองเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม elite นั้นหรือไม่ นักวิชาการที่ถือเป็น elite ที่มีความเป็นกลาง จึงสมควรจะเป็นผู้ช่วยพัฒนาให้ non elite มองเห็นปัญหาที่เป็นสภาพความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้หรือไม่ ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในวงจรปฏิเสธ (reject circle) หรือวงจรที่ย้อนกลับ ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นปัญหาที่เกิดจากการออกแบบระบบ และการแก้ปัญหานั้น ก็จะต้องแก้ปัญหาตั้งแต่การออกแบบระบบด้วยเช่นกัน

ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ - ประชาสังคมคือกลไกการป้องกันความขัดแย้ง

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ              จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ ได้แบ่งการอภิปรายออกเป็นเรื่องนิติรัฐ และประชาสังคม โดยต้นกำเนิดของแนวความคิดในระบบของนิติรัฐ ว่า มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 คือการปกครองโดยกฎหมาย เป็นบทแย้งระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยหลักที่ถือเป็นหัวใจ อยู่ในคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองของฝรั่งเศส โดยมีหลักว่า เสรีภาพคือความสามารถที่จะกระทำการใดก็ได้ที่ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่น จะมีข้อจำกัดก็แต่โดยเฉพาะที่จะให้สมาชิกอื่นในสังคมใช้สิทธินี้ได้เช่นกัน และข้อห้ามนี้จะกระทำได้ก็แต่โดยบทบัญญัติของกฎหมาย และกฎหมายจะห้ามได้ก็แต่การกระทำที่รบกวนสังคมเท่านั้น โดยกฎหมายเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของสังคมที่จะร่วมกันออกกฎหมายนั้น ในแง่ของผู้มีอำนาจรัฐ จะกระทำการใดเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการไว้ ซึ่งองค์กรของรัฐไม่ว่าองค์กรใดต้องเคารพหลักการนี้ นอกจากนั้น ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพซึ่งก็ถือเป็นประโยชน์สาธารณะด้วย เมื่อมีการละเมิดก็ต้องมีเยียวยาโดยศาลที่เป็นกลาง สรุปคือกฎหมายนั้นมีเพื่อรักษาระเบียบของสังคมและระงับข้อพิพาท ต่อมาหลักการนี้มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนศตวรรษที่ 20 กฎหมายก็มีบทบาทในการคุ้มครองคนอ่อนแอกว่า กลายเป็นแนวความคิดเรื่องนิติสังคมรัฐ หรือรัฐสวัสดิการขึ้น ว่ารัฐจะต้องคุ้มครองคนอ่อนแอกว่า และจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรให้สมดุลมากขึ้น กระทั่งถึงปี 1970 เกิดแนวความคิดใหม่ขึ้นมาว่า รัฐต้องถอยจากการจัดระเบียบสังคม โดยลดบทบาทและกฏเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น หรือการ deregulation
             ปัจจุบัน การจำกัดสิทธิเสรีภาพนั้น จะต้องเป็นไปเฉพาะโดยกฎหมายของรัฐเท่านั้น กฎหมายจารีตประเพณี จะจำกัดสิทธิของประชาชนไม่ได้ แต่รัฐธรรรมนูญมาตรา 29 ไม่ได้ถึงกับกำหนดห้ามมิให้หลักกฎหมายจารีตประเพณี "ให้อำนาจ" (empower) แก่ประชาชนในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม มีปัญหาว่าใครจะเป็นผู้ชี้ว่าจารีตประเพณีใดใช้ได้ และจะพิสูจน์จารีตประเพณีกันอย่างไร นอกจากนั้น ยังมีแนวความคิดในการ "ป้องกัน" ความเสีย แทนการเยียวยาโดยระบบศาล เป็นที่มาของแนวคิด "ประชาสังคม" หรือ civil society ซึ่งยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนแน่นอน การป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งนั้น หากพิจารณาถึงเหตุแห่งการขัดแย้งนั้นจะพบว่า เกิดจากการจัดสรรสิทธิและทรัพยากรไม่สมดุลหรือไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความขัดแย้ง เนื่องจากคนกลุ่มเดียว หรือภาคเดียว คือภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน เป็นผู้ออกกฎและระเบียบ จนบางครั้งมิได้เห็นใจคนกลุ่มอื่นๆในสังคม ดังนั้น จึงควรให้คนในทุกส่วนของสังคมไปร่วมในการออกกฎหมายหรือให้ความเห็น เพื่อให้คนในสังคมได้ร่วมให้ความเห็น โดยหากคนทุกกลุ่มทุกคนนั้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายอันเป็นเรื่องของสิทธิและผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดความสมดุล ไม่มีใครได้ทั้งหมด หรือไม่มีใครเสียทั้งหมด หากเป็นเช่นนั้นความสมดุลและความยั่งยืนก็จะตามมา กฎหมายมหาชนในยุคใหม่จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นการประชาพิจารณ์ สร้างเวทีประชาสังคมให้มีส่วนในการให้ความเห็นในการใช้อำนาจรัฐเช่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม (มาตรา 89) เรื่องสิ่งแวดล้อมตาม มาตรา 56 วรรคสอง องค์กรที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค (มาตรา 97) เป็นเวทีที่ทให้คนที่อยู่นอกอำนาจรัฐมาเป็นเวทีในการมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจรัฐ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวอาจมีปัญหาด้านการขัดแย้งกันของผลประโยชน์ ดังนั้น ทำอย่างไรความขัดแย้งจึงจะกลายเป็นการประนีประณอมในที่สุด ไม่ลุกลามเป็นข้อพิพาท
             นิติรัฐในยุคใหม่ การเยียวยาโดยทางศาลที่เป็นอิสระนั้น ควรมีทางอื่นในการช่วยเยียวยาด้วย ในขณะที่กระบวนการศาลเอง ก็ต้องเข้าถึงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมได้โดยง่าย จากบุคคลเดียวใช้สิทธิ ก็พัฒนามาเป็นระบบ class action หรือการใช้สิทธิทางศาลโดยกลุ่มบุคคลในเรื่องเดียวกันในขอบเขตเรื่องสิ่งแวดล้อม หรืออาจขยายไปในเรื่องของผู้บริโภค ส่วนศาลปกครองนั้น ผู้เสียหายที่สามารถนำคดีขึ้นปฟ้องยังศาลปกครองได้นั้นควรมีขอบเขตที่กว้างกว่าผู้เสียหายในทางแพ่ง นอกจากนี้ "ราคาของความยุติธรรม" หรือค่าใช้จ่ายในการสู้คดี เพราะความยุติธรรมนั้นไม่ควรเข้าถึงโดยยากหรือมีราคาแพง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีราคาเสียเลย เพราะจะทำให้มีคนเข้าถึงความยุติธรรมมากเกินไป หรือราคาแพงจนยากที่จะขอรับความยุติธรรม นอกจากนี้ ก็ยังมีความยุติธรรมที่นอกเหนือจากระบบศาล โดยองค์กรอื่นเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาหรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งก็จะต้องมาพิจารณาว่าเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ ประชาสังคมมีความสำคัญในการให้ประชาสังคมเป็นผู้ร่วมในให้ความเห็นในการสร้างกฎหมาย (regulator) และเป็นผู้รักษากติกาในการบังคับใช้กฎหมาย (enforce) และการอยู่ภายใต้กฎหมายด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณากันว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ และควรดำเนินการแค่ไหน เพียงไร เพื่อมิให้ประชาสังคมกลายเป็น "ภาครัฐ" ไปเสียอีก รวมทั้งประชาสังคมเองก็ต้องมีธรรมาภิบาล คือมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ด้วย โดยสรุปนั้น ผู้อภิปรายเห็นว่า นิติรัฐในศตวรรษที่ 21 นั้น จะเป็นนิติรัฐที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.โภคิน พลกุล - กลไกนิติรัฐและประชาสังคมตามรัฐธรรมนูญ

รศ.ดร. โภคิน พลกุล              รองศาสตราจารย์ ดร.โภคิน ฯ ได้อภิปรายนิติรัฐกับประชาสังคมในสามกรอบ คือ ความหมายของนิติรัฐและประชาสังคม นิติรัฐในกรอบของโลกและรัฐต่างๆ และการวางหลักประกันในดุลยภาพของอำนาจและเสรีภาพ การมีส่วนร่วมในระดับรัฐต่างๆในเวทีโลก ประการสุดท้าย คือการเข้าถึงและค่าใช้จ่าย
             นิติรัฐคือการปกครองโดยกฎหมายเป็นหลัก การใช้อำนาจรัฐจะต้องชอบด้วยกรอบของกฎหมาย คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและไม่เลือกปฏิบัติ ส่วนประชาสังคมนั้น สรุปได้ว่าคือการยอมรับในการมีบทบาทของประชาชน ในระดับต่างๆ มีการจัดการเรื่องต่างๆในวิถีชีวิตของตนเองโดยมิได้มีจุดมุ่งหมายในทางธุรกิจ และดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐ แต่ไม่ใช้กลไกของรัฐ
             นิติรัฐในกรอบของโลกและกรอบของรัฐ ซึ่งเราจะละเลยอำนาจในระดับโลกเสียมิได้ ในแต่ละยุค มีการแผ่อาณาจักรของประเทศหรือรัฐมหาอำนาจต่างๆ เพื่อนำพากฎเกณฑ์การปกครองของตนไปยังดินแดนต่างๆในโลก เพื่อหาแหล่งทรัพยากรใหม่ เพื่อการค้า มีการสร้างระเบียบโลกหรือ world order ซึ่งโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันได้พยายามทำให้ประเทศเล็กมีสิทธิมีเสียงหรือได้รับการยอมรับขึ้นมาโดยไม่เสียเปรียบประเทศใหญ่มากจนเกินไป แต่ระเบียบโลกในอดีตก็ยังถูกครอบงำโดยประเทศที่มีศักยภาพสูงซึ่งมุ่งไปสู่ประโยชน์ด้านความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเองเป็นหลัก ในยุคปัจจุบันอำนาจของโลกที่ใช้ผ่าน UN หรือ WTO ซึ่งขยายไปสู่ระบบเศรษฐกิจ มีระบบธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น จากเดิมที่ยึดติดกับทรัพยากรและที่ดิน หากปัจจุบันนั้นพัฒนาไปสู่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแทน รัฐในโลกปัจจุบันจึงไม่อาจอยู่คนเดียวได้ จะต้องมีพันธมิตร ทั้งในรูปแบบหลวมๆ และเข้มแข็งขึ้น นิติรัฐในระดับรัฐ จึงถูกล้อมโดย "นิติโลก"
             ในอดีต การจัดการภายในรัฐจะขึ้นกับรัฐเองทั้งหมด กรอบการมีส่วนร่วมของประชาชนจะอยู่ในกรอบของการเมือง ในปัจจุบันการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของประชาชนหรือประชาสังคม มีการเน้นในสองกรอบ คือในกรอบของการใช้อำนาจรัฐตามกฎหมาย เช่นการเสนอกฎหมายและการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มิได้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย คือการดำเนินการด้วยตนเองของประชาสังคม การต่อรองกับอำนาจรัฐที่กำลังอ่อนตัวลงมา สิ่งที่จะเป็นหลักประกันของดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐและการมีส่วนร่วมของประชาชน คือมีสองส่วนใหญ่ๆ คือหลักเกณฑ์ที่เสมอภาค เป็นธรรม และประสิทธิภาพ ซึ่งต้องดำเนินไปควบคู่กัน ประกอบกับการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอาจถือว่าวางกลไกต่างๆดังกล่าวไว้ดีมาก แต่ปัญหาก็คือจะทำให้กลไกต่างๆเหล่านี้สามารถดำเนินการไปอย่างสอดคล้อง (Synchronize) กันได้อย่างไร ซึ่งกลไกที่ดี ก็เสมือนกับการติดอาวุธให้ประชาชน
             กลไกแรก คือกลไกที่วางกรอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือการตรากฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า การจะออกคำสั่งทางปกครองนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร ถ้ากระทบสิทธิของประชาชนจะทำอย่างไร ทำอย่างไรจะสร้างมาตรฐานและการตรวจสอบคำสั่งทางปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกต่อมา คือกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ประชาชนจะต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากที่สุดตามสมควร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเหตุผลของการใช้อำนาจรัฐ และกลไกตรวจสอบระหว่างอำนาจทางการเมือง เช่นการให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโอกาสที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะตรวจสอบฝ่ายบริหารได้นั้นค่อนข้างลำบากเพราะระบบเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นกลไกปกติแต่ก็ถือว่ามีข้อจำกัด จึงมีการตรวจสอบอีกทางหนึ่งผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาซึ่งเป็นอิสระกว่ามาแก้ไขข้อจำกัดในส่วนนี้ รวมทั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย นอกจากนี้องค์กรบริหารก็ต้องตรวจสอบกันเอง รัฐธรรมนูญนี้แยกฝ่ายบริหารออกเป็นสองกลุ่ม คือฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจที่อยู่ภายใต้รัฐบาล กับฝ่ายที่ใช้อำนาจบริหารที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล เช่น คณะกรรมการ กกต. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งใช้อำนาจบริหารทั้งสิ้นแต่ไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล เท่ากับอำนาจบริหารเองก็ตรวจสอบกันได้เองด้วย กลไกประการสุดท้ายคือ กลไกตรวจสอบที่เป็นระบบศาล ที่ปัจจุบันมีถึงสี่ระบบศาล ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ศาลปกครองตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการตรวจสอบการกระทำทางปกครองและคำสั่งทางปกครองรวมทั้งกฎต่างๆที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การใช้อำนาจของศาลคืออำนาจในการตรวจสอบการใช้อำนาจอื่นๆ หากการใช้อำนาจโดยมิชอบ ศาลก็จะสามารถเพิกถอนได้ ซึ่งไม่ใช่การขัดแย้งของการใช้อำนาจ แต่เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจคนละแบบ มิใช่การก้าวก่ายอำนาจกัน การเข้าถึงกระบวนยุติธรรมโดยการใช้สิทธิทางศาล ก็จะต้องเป็นไปโดยไม่ยากหรือมีค่าใช้จ่ายเกินไป ซึ่งคดีปกครองจะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะกรณีของคดีที่มีทุนทรัพย์เท่านั้น ระบบวิธีพิจารณาของศาลปกครองก็เป็นระบบไต่สวน เนื่องจากความไม่เสมอภาคของคู่ความในคดี ที่ทางภาครัฐอาจจะมีศักยภาพมากกว่า
             รศ. ดร. โภคิน ได้สรุปว่า แม้กระบวนการทางกฎหมายนั้นจะช้าและมีขั้นตอนมากกว่า จึงอาจจะไม่ได้รับความนิยม แต่การดำเนินการโดยกระบวนการทางกฎหมายนั้นก็มีความ แน่นอนและเป็นระบบกว่า

ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ - นิติรัฐกับประชาสังคมและประชานิยม

ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์              ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล ได้ให้ความหมายของนิติรัฐว่า หมายถึงรัฐที่รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดและมีหลักของลำดับชั้นทางกฎหมาย และมีระบบควบคุมมิให้กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และมีองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็รับรองหลักการของนิติรัฐนี้ไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญก็สถาปนาสิ่งที่เรียกว่า "ประชาสังคม" เอาไว้ด้วย คือการรับรองสิทธิของชุมชน กลุ่มบุคคลที่รวมตัวกัน เพื่อให้มีองค์กรอื่นนอกจากองค์กรปกติสามารถเป็นปากเสียงหรือมีบทบาทในการร่วมใช้อำนาจ รัฐด้วย รวมทั้งเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและตรวจสอบการดำเนินการของรัฐด้วย สรุปคือรัฐธรรมนูญรับรองทั้งนิติรัฐและประชาสังคมเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของกลไกทั้งสองด้าน
             วัตถุประสงค์ของการรับรองนิติรัฐและประชาสังคมนั้นก็เนื่องมาจากจุดมุ่งหมายสุดท้ายของรัฐ คือประโยชน์สุขของประชาชนทุกคนในรัฐ ซึ่งได้แก่การวางระบบกฎหมายไว้เพื่อรองรับการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แต่ในทางกลับกัน หากกลไกทางกฎหมายนั้นซับซ้อนขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐมีมากขึ้น จุดมุ่งหมายนั้นก็จะเลือนหายไป จนกฎหมายกลายเป็นเรื่องทางเทคนิคไปเสียหมด จนกลายเป็นข้อขัดข้อง และเกิดความเบื่อหน่าย จนอาจจะทำให้หลายฝ่ายในสังคมเริ่มปฏิเสธกฎหมาย เพราะรู้สึกว่านิติรัฐหรือกฎหมายนั้นเต็มไปด้วยเทคนิค แนวคิดเรื่องประชาสังคมจึงเกิดขึ้นเพื่อลดจุดอ่อนในส่วนนี้ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หรือการตรวจสอบจากภาคที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มากขึ้น แต่การมีส่วนรวมนั้นก็ต้องเป็นไปตามบริบทของกฎหมายด้วย นิติรัฐ กฎหมาย และประชาสังคม จึงเป็นไปโดยสอดคล้องกัน
             กรณีของประชานิยมในปัจจุบัน หมายถึงการพยายามทำให้เกิดประโยชน์แก่คนจำนวนมาก ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะจุดนั้น คือมองว่ากฎหมายนั้นอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน จะเกิดผลประการใดขึ้น ในระยะสั้น ประชาชนอาจจะมีความสุขเมื่อได้รับในสิ่งที่ต้องการ แต่ในระยะยาว มีคำถามว่ามันเป็นประโยชน์ของรัฐจริงหรือ ในเมื่อรัฐนั้นแยกออกจากผู้ปกครองรัฐ เราจะมีรัฐที่มุ่งเน้นเฉพาะประโยชน์ของประชาชนโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายเลยนั้นกระทำได้หรือไม่ และประโยชน์นั้น เป็นประโยชน์ของประชาชนจำนวนมาก หรือมีประโยชน์ของคนที่ชี้นำเช่นนั้นอยู่ด้วยหรือไม่ การดำเนินการที่ใช้จุดมุ่งหมายนำวิธีการ (end classified mean) นั้น ประโยชน์ที่เป็นจุดมุ่งหมายนั้นเป็นประโยชน์ที่แท้จริงหรือเป็นประโยชน์ของผู้กำหนดนโยบายหรือไม่
             เราเห็นได้ว่าการดำเนินการของรัฐบาลนั้น มุ่งเน้นที่จุดมุ่งหมายอย่างชัดเจนคือการ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนในรัฐ โดยใช้วิธีการที่ปฏิเสธต่อกฎหมายที่เห็นได้โดยชัดเจนและปริยาย ปัญหานี้ควรได้รับการพิจารณาจากผู้สนใจในทางกฎหมายและปัญหาบ้านเมืองว่า ประเทศไทยเรานั้นยังปกครองกันแบบนิติรัฐที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายกันอยู่หรือ และหากไม่เป็นนิติรัฐแล้ว ประโยชน์สุขของประชาชนจะยังมีอยู่ได้หรือ หากไม่มีกลไกที่มีหลักประกันความเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ และไม่มีประโยชน์ได้เสียส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหลักการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น หากพิจารณาแต่เฉพาะประโยชน์ของประชาชนแล้ว ใครจะเป็นผู้ชี้ว่าสิ่งใดคือประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริง หากไม่มีนิติรัฐแล้ว ประโยชน์สุขของประชาชนก็จะกลายเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองเท่านั้น และหากไม่มีนิติรัฐ ไม่มีประชาสังคมแล้ว หากต่อไปไม่มีประชานิยมแล้ว สังคมไทยจะอยู่อย่างไร สังคมไทยที่มีวิวัฒนาการอย่างยาวนาน มีระบบกฎหมายที่ผ่านการพัฒนามานาน หากถึงเวลานั้นแล้ว สังคมไทยจะดำเนินต่อไปในทิศทางใด
             ผู้อภิปรายกล่าวโดยสรุปว่า แม้กระบวนการทางกฎหมายนั้น จะมีขั้นตอน และใช้เวลาอยู่บ้าง แต่ระยะเวลาและขั้นตอนนั้นก็เป็นไปเพื่อให้เกิดหลักประกันสิทธิของคนทุกคน โดยมีประชาสังคมขึ้นมาเป็นส่วนเสริม แต่ระบบประชาสังคมนั้นก็อาจจะพัฒนาไปไม่ได้ หากยังติดกับรูปแบบของประชานิยม ดังนั้นผู้นำจึงควรรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆบ้าง เพื่อให้เกิดสมดุลที่ดีขึ้น

             หลังจากที่อภิปรายจบแล้ว ผู้ดำเนินการอภิปรายได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อภิปราย และได้ยุติการสัมมนาลงในเวลา 12:30 นาฬิกา จากนั้นผู้ร่วมอภิปรายและผู้ฟังการสัมมนาก็ได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน.

แสดงความคิดเห็นมอบของที่ระลึกผู้เข้าร่วมสัมมนา
บรรยากาศการสัมมนา

ข้อมูลใดๆที่ปรากฎในเวบนี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ
หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น