สรุป หลักทรัพย์ที่ใช้ชื่อบุคคลอื่น (รายบุคคล) (ตารางที่ ๑)


ที่มา : คำแถลงการณ์ปิดคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๔
สรุป มูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้ชื่อบุคคลอื่น (รายบริษัท) (ตารางที่ ๒)

โดยที่พยานหลักฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับมีเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องนี้ได้แล้ว ไม่จำเป็น
ต้องแสวงหาพยานหลักฐานจากที่อื่นใดอีก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๑. รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๗ มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๑๕ มาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๕๘ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๙๑ มาตรา ๒๙๒ มาตรา ๒๙๓ มาตรา ๒๙๔ มาตรา ๒๙๕ มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๑ มาตรา ๓๑๗ และมาตรา ๓๒๑
๒. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๖๘ มาตรา ๕๗๕ มาตรา ๘๒๖ มาตรา ๘๒๗ มาตรา ๑๑๕๑ มาตรา ๑๑๕๗ มาตรา ๑๑๖๗ มาตรา ๑๔๕๗ มาตรา ๑๔๖๑ มาตรา ๑๔๖๕ มาตรา ๑๔๗๐ ถึงมาตรา ๑๔๗๔ และมาตรา ๑๔๗๖ ถึงมาตรา ๑๔๙๓
๓. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๙ ทวิ มาตรา ๓๘ และมาตรา ๕๗ ตรี
๔. พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ ๒๕๓๕ มาตรา ๒๔๑ มาตรา ๒๔๒ มาตรา ๒๔๓ มาตรา ๒๔๔ และมาตรา ๒๔๖
๕. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ มาตรา ๖ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๔ มาตรา ๓๔ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๑๓๐
๖. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔ และมาตรา ๑๙
๗. ระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑ และข้อ ๒๒
นอกจากนี้ ยังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๐/๒๕๔๓, ๑๑/๒๕๔๓, ๑๒/๒๕๔๓,
๒๓/๒๕๔๓ ๒๗/๒๕๔๓, ๒๘/๒๕๔๓, ๓๑/๒๕๔๓, ๔/๒๕๔๔, ๕/๒๕๔๔, ๑๘/๒๕๔๔ และ
๑๙/๒๕๔๔
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย
๑. ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องนี้หรือไม่
๒. ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ด้วย
ข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ หรือไม่
คำวินิจฉัย
ปัญหาแรก
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องนี้หรือไม่
เห็นว่า ถ้าผู้ร้องกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับ
คำร้องนี้ไว้วินิจฉัยชี้ขาด
ปรากฏว่า
๑.๑ ผู้ร้องแจ้งว่า ได้ประชุมกันและมีมติด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๑ ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕
๑.๒ กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อยโต้แย้งว่า มติดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบ เพราะ
(๑) กรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสรุปรายงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ ซึ่งมีเพียงหกสิบกว่าหน้า
แต่ไม่ได้พิจารณาเอกสารประกอบในเรื่องนี้อีก ๗,๐๐๐ หน้า (๒) การประชุมพิจารณา ลงมติ และรับรอง
รายงานการประชุม กระทำด้วยความรวดเร็วผิดปกติ (๓) ผู้ถูกร้องมิได้ "จงใจ" ยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และ (๔) อ้างแถบบันทึกเสียงรายงานการประชุมของ
ผู้ร้อง เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ เป็นวัตถุพยาน
๑.๓ ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า ผู้ร้องมีมติดังกล่าวโดยมิชอบ เพราะ (๑) มีกรรมการ ป.ป.ช.
ที่ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม และกระทำการอันต้องห้ามมาแต่ต้น รวมอยู่ด้วย (๒) ประธานกรรมการ ป.ป.ช. รีบเร่งพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้อง (๓) กรรมการ ป.ป.ช. บางคนมีสาเหตุโกรธเคืองผู้ถูกร้อง (๔) ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๑ (๕) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๙ ไม่ใช้บังคับกับผู้ร้อง และ (๖) ผู้ร้องไม่เป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม และเลือกปฏิบัติ
๑.๔ คุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา กรรมการ ป.ป.ช. โต้แย้งผู้ถูกร้องว่า (๑) ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว (๒) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๔๔ วางหลักเกณฑ์แล้วว่า
การลาออกจากกรรมการบริษัทนั้น ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ แสดงเจตนาด้วยหนังสือ หรือวาจาต่อกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจก็สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว (๓) มิได้เป็นลูกจ้างบริษัท
เกษมวนารมย์ จำกัด และ (๔) การลงลายมือชื่อในฐานะผู้ทำบัญชีบริษัทนั้น กระทำไปตามคำแนะนำของผู้จัดทำบัญชี
๑.๕ ผู้ร้องชี้แจงว่า (๑) กรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าว ใน ๑.๔ ยังมีคุณสมบัติครบถ้วน และลาออกเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ผู้ร้องลงมติเรื่องของผู้ถูกร้องแล้ว
(๒) การที่ผู้ร้องสามารถพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้องเสร็จโดยรวดเร็ว เพราะผู้ถูกร้องยอมรับว่า บัญชี ฯ
ที่ผู้ถูกร้องยื่นทั้งสามครั้ง ไม่มีรายการทรัพย์สิน (หุ้น) ที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน โดยแจ้งรายการทรัพย์สิน
(หุ้น) ที่ไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชี ฯ อย่างละเอียดให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ ทราบ (๓) โต้แย้งว่า
ผู้ถูกร้องไม่มีอำนาจขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการมีคุณสมบัติ การไม่มีลักษณะต้องห้าม หรือ
การกระทำอันต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช. (๔) ระเบียบที่ผู้ถูกร้องอ้างในข้อ ๑.๓ (๔) ถูกยกเลิกโดย
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒๑ วรรคสอง แล้ว และ (๕) ผู้ร้องเพียงแต่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดย "รู้" ข้อเท็จจริง คือ การที่คู่สมรสผู้ถูกร้องใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้น เพราะเหตุผลทางกฎหมาย หรือเหตุผลทางธุรกิจ ถือเป็นการเพียงพอแล้ว
ปัญหานี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า
(๑) กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นกรรมการบริษัท และเป็นลูกจ้างทำบัญชีของ
บริษัทเกษมวนารมย์ จำกัด ยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือว่า การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเป็นไปตาม
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๔๔ แล้ว เพราะได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๘ มาตรา ๘๒๖ มาตรา ๘๒๗ มาตรา ๑๑๕๗ และมาตรา ๑๑๖๗ และมิได้เป็นลูกจ้างทำบัญชีของบริษัทดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงและกฎหมายต่าง ๆ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๕๗๕ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕ หรือพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกอาชีพ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ จึงมีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และมิได้กระทำการอันต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ วรรคสอง
(๒) การพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับผู้ถูกร้องนี้ ผู้ร้องย่อมไม่มีเวลาพิจารณาและตรวจสอบ
เอกสารด้วยตนเองทั้งหมด ต้องอาศัยกรรมการ ป.ป.ช. คนใดคนหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ร้อง และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ช่วยเหลือ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ ( ๑๒) ดังนั้น เมื่อพิจารณาและตรวจสอบเอกสารซึ่งมีถึง ๗,๐๐๐ กว่าหน้า แล้ว จะเห็นว่า เอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับบริษัทต่าง ๆ ที่ผู้ถูกร้อง คู่สมรส และผู้ใกล้ชิดถือหุ้น หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น รายงานการประชุมคณะกรรมการ
การถือหุ้นของผู้ถือหุ้น ฯลฯ ที่สำคัญ คือ คำให้การของผู้ถูกร้อง คู่สมรส และผู้ใกล้ชิดต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ ซึ่งผู้ร้องไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ่านทุกหน้า เพียงแต่นำข้อความที่เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องการวินิจฉัยชี้ขาดมาใช้ก็เพียงพอแล้ว
(๓) การที่ผู้ร้องกล่าวหาประธานกรรมการ ป.ป.ช. ว่า รีบเร่งพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้อง
และกรรมการ ป.ป.ช. บางคนโกรธเคืองผู้ถูกร้องเป็นส่วนตัว นั้น ไม่เป็นความจริง และการที่ผู้ถูกร้องแจ้ง
รายการทรัพย์สินเพิ่มเติม (หุ้นที่คู่สมรสผู้ถูกร้องใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน) ที่ผู้ถูกร้องมิได้แจ้งในการยื่น
บัญชี ฯ ทั้งสามครั้งไว้ โดยละเอียดแล้ว ในหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน
๒๕๔๓ ทำให้ไม่เสียเวลาหาหลักฐาน ผู้ถูกร้องเข้าใจผิดในตัวกรรมการ ป.ป.ช. บางคน แต่ข้อโต้แย้ง
ในทางกฎหมายของผู้ถูกร้องทั้งหมดนี้ไม่ตอบข้อกล่าวหาของผู้ร้องว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความ
อันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ และไม่ว่า ผู้ร้องจะมีความเห็นช้าหรือเร็วประการใด ผู้ร้องย่อมจะถูกฝ่ายตรงข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่า มติของผู้ร้องไม่ชอบ และไม่เป็นธรรม
(๔) การที่ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า คุณหญิงปรียา ฯ กรรมการ ป.ป.ช. ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะ
ต้องห้าม หรือกระทำการอันต้องห้ามมาแต่ต้น ถือว่า คุณหญิงปรียา ฯ ไม่เคยได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ
ป.ป.ช. ดังนั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๗
และ/หรือ การที่ผู้ร้องมีคุณหญิงปรียา ฯ กรรมการ ป.ป.ช. เข้าร่วมประชุมและมีมติด้วย เป็นผลให้มติของผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น การเสนอประเด็นนี้ ถือว่า เป็นการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ บัญญัติ
ให้เป็นหน้าที่ขององค์กรนั้น หรือประธานรัฐสภาเท่านั้นที่จะมีอำนาจกระทำได้
(๕) ระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฯ ที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า
ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามนั้น ถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับแล้ว ทั้งนี้
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒๑ วรรคสอง ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา ๑๓๐
ที่บัญญัติให้บรรดาระเบียบ ... ที่ออกตามรัฐธรรมนูญซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีระเบียบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
ไม่ใช้บังคับกับระเบียบดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒๑ วรรคสอง ระบุให้ยกเลิกระเบียบนี้ไว้
ชัดเจนแล้ว
(๖) การที่ผู้ร้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ นั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ (๑๒) เพื่อ
ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ตามหมวด ๓ การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน มิใช่เพื่อ
ไต่สวนการทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ ตามหมวด ๔ การไต่สวนข้อเท็จจริง
(๗) พิจารณารายงานการประชุมของผู้ร้องในวันดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า ที่ประชุมผู้ร้อง
รับรองรายงานการประชุมวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ โดยมีการบันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลของกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย ขอให้แก้ไขรายงานการประชุมวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ หน้า ๒๓ บรรทัดที่ ๑๗ ที่ว่า "... โดยมีการซักถาม..." เป็น "...พร้อมทั้งความเห็นและเหตุผลที่เสนอต่อคณะกรรมการในวันนี้
โดยให้บันทึกเทป และจดรายงานการประชุมตามที่ได้พูดต่อที่ประชุมทั้งหมดด้วย สำหรับคำซักถาม..." และคำว่า "... ร่วมประชุม..." เป็น "... ร่วมประชุมมี ..." และหน้า ๒๖ แต่มิได้ขอแก้ไขข้อความอื่นใด ตั้งแต่หน้า ๒๗ - ๔๓ อีก และกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อยก็มิได้โต้แย้งว่า รายงานการประชุมเมื่อ
วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ขอแก้ไข ไม่ถูกต้องอย่างไร จึงต้องถือว่า กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อยรับรองด้วย เพราะในการประชุมครั้งต่อมา เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๔ ไม่มีการพิจารณารายงานการประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ อีก จึงต้องถือว่า รายงานการประชุมวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ ถูกต้อง และที่ประชุมผู้ร้องรับรองแล้ว โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่จำเป็นต้องมีการถอดแถบบันทึกเสียงออกมาตรวจสอบอีก
(๘) ผู้ร้องมีมติด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๑ ให้เสนอเรื่องที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๐ แล้ว
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องนี้ไว้วินิจฉัยชี้ขาดได้
หากผู้ถูกร้องเห็นว่า การกระทำของกรรมการ ป.ป.ช. คนใดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย จะต้องดำเนินการเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ปัญหาที่สอง
ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิด
ข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ หรือไม่ ปัญหานี้มีข้อพิจารณารวม ๔
ประเด็น คือ
ประเด็นแรก ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ หรือไม่
เห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองย่อมมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ
ปรากฏว่า
๑.๑ ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า ตนไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้ เพราะ (๑)
เป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน รัฐธรรมนูญนี้มิได้บัญญัติให้ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชี ฯ
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว (๓) เลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจกำหนดแบบบัญชี ฯ และไม่ได้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ และ
(๔) การยื่นบัญชี ฯ ของผู้ถูกร้องเป็นไปโดยสมัครใจ ดังนั้น แม้จะมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่อง ก็เป็น
ความผิดพลาดโดยสุจริต ผู้ถูกร้องไม่ควรได้รับโทษ
๑.๒ ผู้ร้องชี้แจงว่า (๑) ผู้ถูกร้องเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑๗
วรรคหนึ่ง จึงอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญทุกประการ รวมถึงการต้องปฏิบัติตาม หมวด ๑๐ การตรวจสอบ
การใช้อำนาจรัฐด้วย เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม และวรรคสี่ (๒) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับและพ้นจากตำแหน่งเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับแล้ว เช่นเดียวกับผู้ถูกร้อง มีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ (๓) ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ทั้งสามครั้งภายใน
เวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว เท่ากับว่า ผู้ถูกร้องยอมรับว่า ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นแล้ว (๔) รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. และ
สำนักงาน ป.ป.ป. เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ตามลำดับ จนกว่าจะมีกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันประกาศใช้
รัฐธรรมนูญ และ (๕) ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๑
ประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า
(๑) แม้ผู้ถูกร้องจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แต่รัฐธรรมนูญนี้
ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ มาตรา ๓๑๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นรองนายก
รัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงอยู่ในบังคับตามรัฐธรรมนูญนี้ทุกประการ เพราะไม่มีบทยกเว้นไว้ คือ มีหน้าที่ตามหมวด ๑๐ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ ๑ การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยื่นบัญชี ฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องทุกครั้ง ที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ตามมาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๒๙๒
(๒) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องที่ผู้ร้องกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทั้งที่อยู่ในตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ หรือจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความ
อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ ดังปรากฏใน
คำวินิจฉัยที่ ๑๐/๒๕๔๓ กรณีนายอนันต์ ศวัสตนานนท์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (จงใจ
ไม่ยื่นบัญชี ฯ) คำวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๔๓ กรณีนายชัชชัย สุเมธโชติเมธา ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (จงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ) คำวินิจฉัยที่ ๑๒/๒๕๔๓ กรณีนายสุขุม เชิดชื่น สมาชิกวุฒิสภา
(จงใจไม่ยื่นเอกสารประกอบ) คำวินิจฉัยที่ ๒๓/๒๕๔๓ กรณีนายจิรายุ จรัสเสถียร ที่ปรึกษารัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (จงใจยื่นบัญชี ฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ)
คำวินิจฉัยที่ ๒๗/๒๕๔๓ กรณีนายโกศล ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (จงใจ
- ๑๙ -
ไม่ยื่นบัญชี ฯ) คำวินิจฉัยที่ ๒๘/๒๕๔๓ กรณีนายมะฮูเซ็น มะสุยี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (จงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ) คำวินิจฉัยที่ ๓๑/๒๕๔๓ กรณีพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (จงใจยื่นบัญชี ฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ) คำวินิจฉัยที่ ๕/๒๕๔๔ กรณีนายสุเมธ อุพลเถียร สมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่น (จงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ) และคำวินิจฉัยที่ ๑๙/๒๕๔๔ กรณีนายประยุทธ มหากิจศิริ สมาชิกวุฒิสภา (จงใจยื่นบัญชี ฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ) ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วทั้งสิ้น
(๓) แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒๑ จะบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. และสำนักงาน
ป.ป.ป. เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ตามลำดับ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ภายในสองปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาล
รัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้บังคับจนกว่า
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จะมีผลใช้บังคับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกาศใช้บังคับ
เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ มิได้หมายความว่า ผู้ถูกร้องยังไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าจะมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ และกำหนดแบบบัญชี ฯ แล้ว
(๔) เลขาธิการ ป.ป.ป. มีหนังสือถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการวุฒิสภา และ
ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ตลอดจนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ ว่า
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ และมาตรา ๓๒๑ บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. และสำนักงาน ป.ป.ป. เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ตามลำดับ สำนักงาน ป.ป.ช. จัดเตรียมแบบบัญชี ฯ และพร้อมรับบัญชี ฯ โดยผู้ยื่นต้องปิดผนึกบัญชี ฯ และลงลายมือชื่อกำกับบนรอยผนึกซองและนำไปส่งด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่มีหน้าที่แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ
(๕) ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ครั้งที่ ๑ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งถือเอาวันที่
รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับ คือ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ โดยยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน
๒๕๔๐ ครั้งที่ ๒ กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ โดยยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ ๔
ธันวาคม ๒๕๔๐ และครั้งที่ ๓ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี โดยยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นการยื่นบัญชี ฯ ภายในกำหนดเวลาทั้งสามครั้ง จึงมีผลเท่ากับผู้ถูกร้องยอมรับว่า
ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๙๒ แล้ว
(๖) ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๓๐๑
(๔) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของ
ผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๒๙๑ ตามบัญชี ฯ และเอกสารประกอบที่ได้ยื่นไว้ และมาตราที่เกี่ยวข้อง
กับบทเฉพาะกาลมาตรา ๓๒๑ และกฎหมายอื่นด้วย