หน้า 1 |
หน้า 2 |
หน้า 3 |
หน้า 4

|
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มาตรา ๒๙๒ และมาตรา ๓๑๗ วรรคหนึ่ง ประเด็นที่สอง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ ใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙๑ มาตรา ๒๙๒ และ มาตรา ๒๙๕ โดยจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ หรือจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ ควรแจ้งให้ทราบ ถ้าผู้นั้นยังดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้อง ยื่นตามมาตรา ๒๙๒ หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี แต่ถ้าพ้นจาก ตำแหน่งไปแล้ว เช่น ลาออก ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา พ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือตามมาตรา ๒๑๕ (๑) ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งให้พ้นจากตำแหน่งอีก และห้ามผู้นั้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะพ้นจากตำแหน่งเอง หรือถูกสั่ง ให้พ้นจากตำแหน่งด้วย ปรากฏว่า ๒.๑ ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า (๑) ผู้ร้องรับรองบัญชี ฯ ที่ยื่นครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ แล้ว และกำลังพิจารณาบัญชี ฯ ที่ยื่นครั้งที่ ๓ ซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๓ วรรคสอง (๒) กรณีของผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๔ และ (๓) ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมานานแล้ว ดังนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ นี้ จึงไม่ใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้อง ๒.๒ ผู้ร้องชี้แจงว่า (๑) ผู้ร้องมิได้รับรองบัญชี ฯ ที่ยื่นครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เพียงแต่ ประกาศว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สินและหนี้สินตรงตามบัญชี ฯ ที่ผู้ถูกร้องยื่น และรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามผู้ร้อง ตรวจสอบบัญชี ฯ ดังกล่าวอีก ถ้ามีผู้ร้องเรียนว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ (๒) กรณีนี้ให้ผู้ร้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ เป็นขั้นตอนแรก ก่อนที่ผู้ร้องตรวจพบว่า ผู้ใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตามมาตรา ๒๙๔ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไป และ (๓) ถ้าบัญชี ฯ มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๕ และผู้ยื่นยังอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง และถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง แต่ถ้าผู้ยื่นพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ผู้นั้นถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลา ห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งอย่างเดียว ประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า (๑) ในการตรวจสอบรายงานการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปรากฏว่า พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ถามนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมาธิการ ผ่านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาว่า มีสาระในหลายมาตรา หลายส่วน และหลายตอนที่ผิดไปจากปรัชญาและอุดมการณ์ของประชาธิปไตย ... น่าที่จะนำเอาสาระสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องการแก้ไขนั้น ไปแก้ไขกัน การอภิปรายใน รัฐสภาแห่งนี้ จะนำมาซึ่งข้อยุติที่น่าจะนำเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแก้ไข เพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป ... ประธานคณะกรรมาธิการตอบว่า ข้อบกพร่องนั้นคงจะมีบ้าง แต่มิได้เกิดจากเจตนารมณ์ในทางที่ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดปัญหาบ้างเล็กน้อยในการตีความ การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลยนั้น จะไม่นำไปสู่ความยุ่งยาก และจะไม่นำไปสู่สิ่งต่าง ๆ ที่หลายคนกลัวเกรง นอกจากนี้ เห็นว่า ในการตีความกฎหมายนั้น นอกจากจะใช้หลักการต่าง ๆ แล้ว จะต้อง คำนึงถึงศีลธรรมของประชาชนด้วยทุกกรณี เพราะปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยในปัจจุบัน เกิดจากคนไทยมุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ห่างเหินศีลธรรม ยิ่งเจริญทางวัตถุ จะยิ่งไม่มีความสงบสุขทางจิตใจ เพราะมี "ความเห็นแก่ตัว" มากขึ้น และความเห็นแก่ตัวนี้เป็นต้นเหตุแห่งปัญหา ทั้งหมดของคน (๒) การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้นประกอบด้วย (๑) การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (๒) ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ หรือจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี โดยให้ผู้ร้องเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และ (๓) ถ้าปรากฏว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ผู้ร้องจะให้ผู้ถูกร้องชี้แจงก่อน ถ้าเหตุผลของผู้ถูกร้องรับฟังได้ ผู้ร้องจะยุติ การตรวจสอบ แต่ถ้าผู้ร้องเห็นว่า เหตุผลของผู้ถูกร้องรับฟังไม่ได้ ผู้ร้องย่อมจะต้องดำเนินการต่อไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๔ วรรคสอง คือ ส่งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ทรัพย์สินที่ เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้น ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป (๓) การเปิดเผยบัญชี ฯ ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีให้สาธารณชนทราบภายใน สามสิบวัน เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๓ วรรคสอง สำหรับกรณีของผู้ถูกร้อง มีประกาศ ของผู้ร้อง เรื่อง รายงานผลการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ระบุว่า "ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง การเมืองดังกล่าวข้างต้นมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ.." เท่านั้น มิใช่เป็นการรับรองของทางราชการว่า บุคคลในประกาศได้ทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดหนี้สินนั้นโดยสุจริต การให้ผู้ร้องประชุมเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวโดยเร็ว ตามมาตรา ๒๙๓ วรรคสาม เป็นเพียงการเร่งรัดให้ผู้ร้องทำงาน ทรัพย์สินหรือหนี้สินรายการใดถูกต้อง ครบถ้วน มีอยู่จริง และสุจริตอยู่ตราบใด ทรัพย์สินหรือหนี้สินรายการนั้นย่อมถูกต้อง ครบถ้วน มีอยู่จริง และสุจริตอยู่ตราบนั้น เพราะ บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของย่อมสามารถพิสูจน์ได้ (๔) กรณีของผู้ถูกร้องเป็นเพียงการยื่นบัญชี ฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ เมื่อผู้ร้องตรวจสอบและพบว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถูกร้องอ้างว่า โอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรส และคู่สมรสจะใช้ชื่อบุคคลอื่น หรือให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน โดยผู้ถูกร้องไม่ทราบ ในการกรอกข้อความ ในแบบบัญชี ฯ ผู้ถูกร้องอ้างว่า เป็นความเข้าใจผิดของเลขานุการส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่ ปรากฏว่า คู่สมรส ผู้ถูกร้องยืนยันต่อศาลว่า คู่สมรสเป็นผู้สั่งว่า ไม่ต้องกรอก (ดูข้อเท็จจริงใน (๒) ของประเด็นที่สาม) นอกจากนั้น ผู้ถูกร้องอ้างข่าวประชาสัมพันธ์ ๓๑/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ว่า นางสาว บุญชู ฯ นายชัยรัตน์ ฯ นายมานัส ฯ นางสาวดวงตา ฯ และนายวิชัย ฯ ถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ แทนคู่สมรส ผู้ถูกร้องจริง สำหรับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย แต่การที่คู่สมรส ผู้ถูกร้องสั่งเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ให้นางสาวดวงตา ฯ ขายหุ้นบริษัทชิน ฯ ๔.๕ ล้านหุ้น ๆ ละ ๑๖๔ บาท เป็นเงิน ๗๓๘ ล้านบาท ให้แก่นายบรรณพจน์ ฯ ซึ่งนายบรรณพจน์ ฯ ยอมรับว่า ตน มิได้ซื้อหุ้นจำนวนนี้ หากแต่คู่สมรสผู้ถูกร้องแบ่งให้ (คำให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ เมื่อ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ หน้า ๕ หรือ ๗๓๘๗) อาจเป็นนิติกรรมอำพราง เพราะนายบรรณพจน์ ฯ จะต้องเสียภาษีเงินได้ หากนายบรรณพจน์ ฯ ไม่เสีย คู่สมรสผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้ให้ต้องเป็นผู้เสีย เลขาธิการ ป.ป.ช. มีหนังสือที่ ปช. ๐๐๐๖/๘๕ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ส่งหลักฐานการให้การของ นายบรรณพจน์ ฯ ตามคำขอของอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว แต่ไม่ทราบว่า กรมสรรพากรจะมีคำตอบการเสียภาษีเงินได้รายนี้หรือไม่ อย่างไร (๕) การที่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสประกอบธุรกิจโดยไม่ประสงค์จะเปิดเผยหลักทรัพย์ที่ใช้ชื่อ บุคคลอื่นถือแทน เป็นการกระทำที่ "ไม่โปร่งใส" เพราะถ้าความลับที่ปกปิดกันมานาน เช่น นางสาวดวงตา ฯ และ นางสาวบุญชู ฯ คือใคร ถือหุ้นเท่าใด มีความสัมพันธ์กันอย่างไรกับครอบครัวชินวัตร ถูกเปิดเผยว่า เป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ถูกร้อง และคู่สมรสมานานแล้ว ผู้ถูกร้องและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจถูกสำนักงานคณะกรรมการ - ๒๓ - กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตรวจสอบ ในกรณีที่ได้มาหรือจำหน่ายหุ้นเกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นที่ถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ ๖ และ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นวันที่นางสาวดวงตา ฯ ขายหุ้น ของบริษัทชิน ฯ ๐.๕ ล้านหุ้น ให้แก่นางสาวบุญชู ฯ และ ๔.๕ ล้านหุ้นให้แก่นายบรรณพจน์ ฯ ซึ่งเป็น วันที่ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชี ฯ ครั้งแรกต่อผู้ร้องด้วย ถ้าความลับนี้ถูกเปิดเผย นอกจากผู้ใกล้ชิดซึ่งเป็นผู้ถือ และขายหุ้น จะต้องรายงานให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ฯ แล้ว ยังจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรายการ ทรัพย์สินในการยื่นบัญชี ฯ ครั้งแรกของผู้ถูกร้องด้วย (รายงานคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ หน้า ๖๒-๖๓) (๖) เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ปฏิรูปการเมือง ย่อมไร้ผล หากนักธุรกิจที่อาสาเข้ามาทำงานทางการเมืองอ้างว่า ในการประกอบธุรกิจของตน ใช้คนใกล้ชิดเจ็ดคนจดทะเบียนเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งอาจเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ว่าจะต้องรีบ เพราะธุรกิจรอไม่ได้ หรือใช้ชื่อคนใกล้ชิดถือหุ้นแทน จากนั้น ให้โอนลอยหุ้นไป เพราะการโอนลอยหุ้นเป็นเรื่องปกติที่ทำกันในญี่ปุ่น จีน และไทย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้าม ไม่ผิดจริยธรรม นักธุรกิจขนาดกลางหรือใหญ่ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน โดยผู้ถูกร้องอ้างว่า "คนอื่นก็ทำกันทั้งนั้น" หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว และพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา (พุทธทาสลิขิต ๓ หน้า ๙๕) เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้อง แก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามาแก้ไขยังจะใช้วิธีการเดิม ๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีตและจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้น ผู้สนับสนุนผู้ถูกร้องจะต้องผิดหวังในที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ ใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้อง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองแล้วด้วย และศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรานี้บังคับแก่ผู้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้วทุกราย (ดูข้อเท็จจริงใน (๒) ของประเด็นแรก) ประเด็นที่สาม ผู้ถูกร้องไม่เข้าใจคำอธิบายบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนจริงหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณากันต่อไป ปรากฏว่า ๓.๑ ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า (๑) รัฐธรรมนูญไม่มีนิยามคำว่า "ทรัพย์สินของตน" (๒) คำอธิบายแบบบัญชี ฯ ไม่ชัดเจน (๓) กรณีที่ผู้ถูกร้องไม่แสดงทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน ซึ่งเดิมผู้ร้องไม่กำหนดให้แสดง ไม่เป็นความผิด (๔) ไม่จงใจไม่แสดงรายการทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่น (๕) ผู้ถูกร้องไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และ (๖) ในหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ถึงประธานอนุกรรมการ ตรวจสอบ ฯ ผู้ถูกร้องชี้แจงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเหตุผลที่มิได้แสดงไว้ในบัญชี ฯ โดยให้ถือการแจ้งรายการทรัพย์สินเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของบัญชี ฯ ที่ยื่นทั้งสามครั้งด้วย ๓.๒ ผู้ร้องชี้แจงว่า (๑) แม้รัฐธรรมนูญจะไม่นิยามคำว่า "ทรัพย์สินของตน" ไว้ แต่เป็นที่เข้าใจได้ (๒) คำอธิบายแบบบัญชี ฯ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง คงมีสาระสำคัญเหมือนเดิม แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย เพื่อทำให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น (๓) ไม่ปรากฏว่า มีรัฐมนตรีหรือ ผู้ยื่นบัญชี ฯ รายใด ยกเหตุไม่แสดงรายการทรัพย์สินเพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน เช่น ผู้ถูกร้องอ้างว่า ไม่เข้าใจคำอธิบายแบบบัญชี ฯ และ (๔) แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แต่ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ ต้องยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับ คือ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ แล้ว ประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า (๑) แม้รัฐธรรมนูญจะมิได้นิยามคำว่า "ทรัพย์สินของตน" ไว้ แต่ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ บัญญัติว่า "ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง" มาตรา ๑๓๘ บัญญัติว่า "ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้ง ทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคา และอาจถือเอาได้" มาตรา ๑๔๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา" มาตรา ๑๔๖๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าสามีภริยามิได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติในหมวดนี้" และมาตรา ๑๔๗๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน (๑) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส (๒) ..." จึงเห็นว่า ข้อโต้แย้งนี้เป็นเพียง คำแก้ตัวอย่างหนึ่งของผู้ถูกร้องเท่านั้น (๒) การที่ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า คำอธิบายแบบบัญชี ฯ ยากแก่การเข้าใจ นั้น เห็นว่า เป็นคำแก้ตัวของผู้ถูกร้อง ถ้ารองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นผู้เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ต่อรัฐสภาไม่เข้าใจ ใครจะเข้าใจ เหตุใดจึงไม่พยายามศึกษาและทำความเข้าใจ หรือ สอบถามผู้ร้อง ข้อโต้แย้งนี้ไม่อาจรับฟังได้ ส่วนข้อที่นายประสิทธิ์ ฯ กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย โต้แย้งว่า ถ้าคำอธิบายมีความชัดเจนแล้ว เหตุใดจึงต้องแก้ไขนั้น ไม่สอดคล้องกับคำให้การของ นางกาญจนาภา ฯ ซึ่งให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ว่า "ได้อ่านคำอธิบายดังกล่าว และเข้าใจว่า ต้องแสดงทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นด้วย แต่ในช่องแบบที่ให้กรอกรายการ ระบุเฉพาะคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น จึงได้กรอก เฉพาะตามแบบที่มีอยู่ ในการกรอกแบบได้อ่านคำอธิบายเฉพาะที่กรอกครั้งแรก ส่วนในการกรอกที่ยื่น ครั้งหลัง ไม่ได้อ่าน เนื่องจากเข้าใจว่า เหมือนเดิม" (หน้า ๕ หรือ ๗๓๐๙) โดยไม่พยายามใช้ใบแนบนอกจากนี้ นายประสิทธิ์ ฯ กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย ตอบคำถามซักค้านของนายกล้านรงค์ ฯ / ผู้ร้อง เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ว่า "...ในเมื่อบอกเขาว่า พวกนี้ไม่ต้องไปกรอก คุณหญิงว่า ไม่ต้องกรอก เพราะเป็นชื่อของคนอื่น ก็เขาจะไปกรอกได้อย่างไร" (หน้า ๒๒) (๓) ไม่มีรัฐมนตรีหรือผู้ถูกกล่าวหารายใด นอกจากผู้ถูกร้อง ยกเอาการมีทรัพย์สินที่ใช้ ชื่อบุคคลอื่นถือแทนเป็นเหตุไม่เข้าใจแบบบัญชี ฯ และไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวในบัญชี ฯ (๔) ถ้าผู้ถูกร้องถามตนเองว่า ทรัพย์สิน (หุ้น) ของตนที่โอนลอยให้แก่คู่สมรส และที่ โอนลอยให้แก่คู่สมรสและคู่สมรสโอนต่อโดยใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน เป็นทรัพย์สินส่วนของผู้ถูกร้องด้วย หรือไม่ ผู้ถูกร้องย่อมจะตอบได้โดยสุจริต เปิดเผย และชัดเจนว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนของตน อยู่ ทั้งขณะที่ยังเป็นคู่สมรส และเมื่อจะหย่าขาดจากกัน นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องก็ไม่เคยนำหลักฐานการ โอนลอยหุ้นมาแสดง เมื่อสี่สิบปีก่อน เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลนิวซีแลนด์อธิบายพร้อมแสดงตัวอย่างว่า เขาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และบอกได้ว่า ในขณะใดขณะหนึ่ง กระทรวงการคลังจ่ายเงินค่าใช้สอยของสำนักงานและกรมต่าง ๆ ประมาณ ๕๐ ไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด และยังเหลืออีกจำนวนเท่าใด คิดเป็นร้อยละ เท่าใด ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องยังอ้าง (ในปัจจุบัน) ว่า ไม่ทราบว่า คู่สมรสมีทรัพย์สิน(หุ้น)ในนามตนและ ที่ใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือแทนในบริษัทใด เท่าใดนั้น เห็นว่า ไร้เหตุผลทางด้านบริหารการจัดการและ การเงินของบริษัทและกลุ่มบริษัท เพราะผู้ถูกร้องเป็นประธานกรรมการบริหาร (ซี.อี.โอ.) ของกลุ่มบริษัทชินวัตร ซึ่งประกอบด้วยบริษัทในเครือหกสิบกว่าบริษัท (เสนอหลักฐานว่า ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว) จะไม่ทราบว่า ในขณะใดขณะหนึ่ง ตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน(หุ้น)ที่ถือในนามตนเองและหรือคู่สมรสใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหรือมีหุ้นแทนอยู่เท่าใด เพราะเพียงแต่ผู้ถูกร้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีฐานข้อมูลและซอฟแวร์ที่เหมาะสมเท่านั้น ย่อมสามารถจะทราบจำนวนผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้นที่ผู้ถือแต่ละรายของแต่ละบริษัท และกลุ่มบริษัท ราคาหุ้นสูงสุด และต่ำสุดของหุ้นแต่ละตัว ของแต่ละวัน รวมไปถึงต้นทุนการผลิต และกำไรต่อหน่วย ฯลฯ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งของวัน ได้ด้วย เพียงนิ้วมือเดียว ด้วยอุปกรณ์เช่นนี้ ผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มบริษัทจะสามารถเข้าถึง "ข้อมูลภายใน" ของแต่ละบริษัทได้ (๕) การให้ถือคำชี้แจงรายการทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดงไว้ในการยื่นบัญชี ฯ ทั้งสามครั้ง เป็นส่วนหนึ่งของรายการทรัพย์สินที่ยื่นไว้ในบัญชี ฯ สามครั้งก่อนด้วย นั้น เห็นว่า ไม่อาจอนุญาตได้ เพราะผู้ถูกร้องมิได้แจ้งรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ ด้วยความสมัครใจ หากแต่ผู้ถูกร้องจำเป็นต้องแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ เพราะ คณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ ถามไป และเป็นการกระทำภายหลังที่สื่อมวลชนรายงานว่า ผู้ถูกร้อง โอนทรัพย์สินเป็นจำนวนมากให้แก่ผู้ใกล้ชิด และมีผู้กล่าวหาผู้ถูกร้องในเรื่องตามคำร้องนี้ โดยขอให้ ผู้ร้องตรวจสอบด้วย (๖) การที่ผู้ถูกร้องแถลงการณ์ปิดคดี เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ ว่า ผู้ถูกร้องมิได้ ปฏิบัติผิดกฎหมาย หรือปิดบังอำพราง โดยรับราชการตำรวจเป็นเวลา ๑๔ ปี เป็นนักธุรกิจ ๘ ปี เข้าสู่การเมืองประมาณ ๖ - ๗ ปี ต่อจากนั้นโอนการจัดการธุรกิจให้คู่สมรสดำเนินการ แต่เมื่อตรวจสอบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทต่าง ๆ ส่งให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว พบว่า ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสใช้ชื่อ ผู้ใกล้ชิดถือหุ้นแทน ทั้งก่อนและหลังเวลาที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า โอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรส อีกทั้งผู้ใกล้ชิด ดังกล่าวก็เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน เช่น ผู้ถือหุ้นบริษัทชินวัตร ฯ (๗) การที่คู่สมรสผู้ถูกร้องมีหุ้นโดยไม่ใช้ชื่อตน แต่ใช้ชื่อของบุคคลใกล้ชิดเป็นเจ้าของ แม้จะไม่มีกฎหมายห้าม แต่กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาตามเหตุผลของคู่สมรสผู้ถูกร้อง ๖ ประการ และ ผู้ถูกร้องอีก ๗ ประการ รายการทรัพย์สินเพิ่มเติมที่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงไว้ในการยื่นบัญชี ฯ ทั้งสามครั้ง ที่ผู้ถูกร้องชี้แจงในหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เพราะผู้ถูกร้องและ คู่สมรสผู้ถูกร้องพยายามประกาศให้ประชาชนทราบว่า หุ้นนั้นเป็นของผู้มีชื่อจริง ทั้ง ๆ ที่คู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ขอใช้ชื่อบุคคลผู้นั้น การไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวในบัญชี ฯ จึงมิใช่ความผิดพลาดโดยสุจริต แต่เป็นการจงใจปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ข้อแก้ตัวของผู้ถูกร้องซึ่งเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี รับฟังไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ วรรคสอง บัญญัติว่า "บัญชีตามวรรคหนึ่งให้ยื่นพร้อม เอกสารประกอบ ซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว รวมทั้ง สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา โดยผู้ยื่นจะต้องลงลายมือชื่อ รับรองความถูกต้องกำกับไว้ในบัญชีและสำเนาหลักฐานที่ยื่นไว้ทุกหน้าด้วย" และมาตรา ๒๙๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา ๒๙๑ ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันดังกล่าว และต้องยื่น ... " ผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายบริหาร และมีความรับผิดชอบสูง ไม่สมควรปัดความรับผิดหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้แก่เลขานุการส่วนตัวซึ่งเป็นเพียงพนักงานผู้น้อย ประเด็นที่สี่ ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จริงหรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่า บุคคลใด "จงใจปกปิด" สิ่งใด บุคคลนั้นจะต้องรู้ข้อมูล หรือ ข้อเท็จจริงที่จะปกปิดก่อน ผู้ถูกร้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า ต้องมีเจตนาพิเศษด้วยนั้น เนื่องจาก "ปกปิด" มีความหมายอยู่ในตัวเพียงว่า ผู้ถูกร้องรู้ หรือทราบว่า ตนมีทรัพย์สิน และไม่แจ้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ เท่านั้น ถือว่า (มีมูลเหตุ) ปกปิดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถูกร้องยืนยันถึงเหตุผลของการที่คู่สมรสผู้ถูกร้องแจ้งเหตุที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน ๖ ประการ ประกอบกับเหตุผลของผู้ถูกร้องอีก ๗ ประการ ในหนังสือของผู้ถูกร้องทั้งสามฉบับที่ผู้ถูกร้องชี้แจง คณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ แล้ว โดยนางกาญจนาภา ฯ เลขานุการส่วนตัวคู่สมรสผู้ถูกร้องก็ทราบ คู่สมรสผู้ถูกร้องก็ทราบ และผู้ถูกร้องยืนยันว่า ต้องทราบ ว่า มีทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย "การจงใจ" ไว้ ในคำวินิจฉัยที่ ๓๑/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๓ ว่า "ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่แต่เพียงวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจ ... เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงมูลเหตุจูงใจ ..." (หน้า ๔๗) ด้วย นอกจากนี้ มีหลักกฎหมายทั่วไปว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" ย่อมนำมาใช้กับกรณียื่นบัญชี ฯ ได้ เพราะเมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่า โอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรสผู้ถูกร้อง แล้วคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ เมื่อปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องรู้ว่า ผู้ใดถือหุ้นบริษัทใด เท่าใด แทน คู่สมรสผู้ถูกร้อง และผู้ถือหุ้นโอนกลับไปยังคู่สมรสผู้ถูกร้อง (ดูข้อเท็จจริงใน (๑๑) และ (๑๒) ของประเด็นที่สี่) แต่ผู้ถูกร้องไม่แจ้งในบัญชี ฯ ที่ยื่นทั้งสามครั้ง จึงต้องถือว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบแล้ว ผู้ถูกร้อง และ/หรือคู่สมรสจงใจ ปกปิดหุ้นของตนโดยใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือแทน เพราะ (๑) ไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบว่า เจ้าของหุ้น ที่แท้จริงคือใคร (๒) ไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่า ตนมีหุ้นเท่าใด คิดเป็นร้อยละเท่าใด (๓) เพื่อซื้อขายหุ้น ได้ง่าย และ (๔) ในกรณีที่มีการเสียหายเกิดขึ้นเกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว จะไม่กระทบต่อ ชื่อเสียงของผู้ถูกร้องและคู่สมรส หรือบริษัทในเครือ ปรากฏว่า ๔.๑ ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า (๑) ผู้ร้องไม่ระบุว่า ทรัพย์สินรายการใดเป็นเท็จ หรือปกปิด ทำให้ผู้ถูกร้องไม่อาจเข้าใจได้ (๒) การเป็นสามีภริยากันมิได้หมายความว่า สามีจะต้องรู้กิจการของภริยา และภริยาจะต้องรู้กิจการของสามีทุกเรื่องเสมอไป (๓) การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน มิใช่เป็นสิ่งที่ผิด กฎหมาย เป็นสิ่งที่กระทำกันเป็นธรรมดาในวงการธุรกิจ (๔) กรณีหุ้นบริษัทชินวัตร ฯ ที่มีผู้รับโอนจาก ผู้ถูกร้องในปี ๒๕๓๕ เพราะคู่สมรสผู้ถูกร้องนำใบโอนลอยหุ้นใส่ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้รับโอนแทน และ ผู้ถูกร้องไม่ได้จัดการให้ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน จึงไม่มีข้อมูล (๕) กรณีหุ้นบริษัทอินโฟลิ้งค์ ฯ เป็น การโอนเมื่อปี ๒๕๔๒ หลังเวลาที่ผู้ถูกร้องไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ แล้ว (๖) กรณีหุ้นบริษัทอัลไพน์ ฯ ผู้ถูกร้องไม่ได้ปกปิดการซื้อขาย คู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ซื้อ ผู้ถูกร้องไม่ทราบว่า เป็นทรัพย์สินที่ต้องแสดงในบัญชี ฯ (๗) รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้คู่สมรสผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ และ (๘) การที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบนั้น ผู้ร้องต้องพิสูจน์ว่า ผู้ถูกร้องรู้ว่า มีเจตนาปกปิดเพื่ออะไร ๔.๒ ผู้ร้องชี้แจงว่า (๑) ผู้ถูกร้องแจ้งทรัพย์สินรายการที่มิได้แจ้งไว้ในบัญชี ฯ ทั้งสามครั้ง พร้อมด้วยเหตุผลโดยละเอียดไว้ในหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ที่ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ แล้ว ถือว่า ผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงเพิ่มเติมอีก (๒) การที่คู่สมรสผู้ถูกร้องใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น ผู้ถูกร้องทราบข้อเท็จจริงและเหตุผลดี ดังปรากฏรายละเอียดในหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ หน้า ๑๘ - ๒๑ และ (๓) การจงใจปกปิดทรัพย์สินนั้น เพียงแต่ผู้ถูกร้องรู้ว่า มีทรัพย์สินที่ต้องแจ้ง แต่ไม่แจ้งทรัพย์สินนั้นก็เพียงพอแล้ว ประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า (๑) ผู้ถูกร้องระบุว่า ทรัพย์สินรายการใดที่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสไม่แสดงไว้ในบัญชี ฯ ที่ยื่นทั้งสามครั้ง พร้อมด้วยเหตุผลโดยละเอียด ในหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ แล้ว ประกอบกับการที่ผู้ถูกร้องชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ ว่า "ข้า ฯ ได้เห็นคำชี้แจงทั้งสามฉบับ (หนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓) ดังกล่าวแล้ว ขอยืนยันตามข้อเท็จจริงทุกประการ" (หน้า ๒ หรือ ๗๓๙๒) จึงไม่จำเป็นต้องให้ ผู้ร้องระบุทรัพย์สินรายการเหล่านั้นอีก (๒) การที่ผู้ถูกร้องกล่าวหาว่า ผู้ร้องไม่ให้โอกาสผู้ถูกร้องชี้แจงข้อกล่าวหานั้น ผู้ร้อง ให้ผู้ถูกร้องชี้แจงเป็นหนังสือ ผู้ถูกร้องชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ โดยหนังสือ ลับ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และให้ผู้ถูกร้อง คู่สมรส และผู้ใกล้ชิด ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบ ฯ เมื่อวันที่ ๘ และ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ นั้น เห็นว่า เป็นการเพียงพอแล้ว (๓) คำให้การเป็นหนังสือของพยานบุคคล (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายศักรินทร์ ร่วมรังษี นายวิโรจน์ นวลแข และนายสุวิทย์ มาไพศาลสิน) ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ นั้น ผู้ร้องขอซักค้าน แต่ไม่มาศาล โดยอ้างว่า คำให้การดังกล่าวมีการชี้แจงทุก ประเด็นโดยละเอียดแล้ว ส่วนคำให้การเป็นหนังสือของนายสุรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ ซึ่งอ้างแถบบันทึกรายการ หนี้แผ่นดิน เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แหล่งระดมทุนนักธุรกิจไทย หรือแหล่งเก็งกำไรของต่างชาติ ทางวิทยุ - ๒๙ - โทรทัศน์ช่อง ๗ ข่าว ยูบีซี ออกอากาศเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ เป็นส่วนหนึ่งของคำให้การนั้น ผู้ร้องโต้แย้งว่า ผู้ถูกร้องระบุตัวเป็นพยานเพิ่มเติม หลังจากที่นายสุรศักดิ์ ฯ ออกรายการดังกล่าวเพียง สองวัน และผู้จัดรายการดังกล่าว คือ นายนพดล อินนา เป็นผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรค ไทยรักไทย พยานจึงมิใช่คนกลางโดยแท้จริง ตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง การจัดทำรายการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยผู้ถูกร้องนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ ส่วนนายวิโรจน์ นวลแข เป็นอดีตประธานกรรมการบริษัทภัทร ฯ ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้ถูกร้อง และ/หรือคู่สมรส รวมทั้งผู้ใกล้ชิด (๔) การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น ผู้ถูกร้องอ้างว่า เป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่นักธุรกิจกระทำกันเป็นธรรมดา ถามว่า เหตุผลในการที่คู่สมรสใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้น ๖ ประการ ประกอบกับเหตุผลที่ผู้ถูกร้องอ้างอีก ๗ ประการ สอดคล้องกับศีลธรรม และประเพณีอันดีงามของสังคมไทย หรือไม่ เมื่อตรวจสอบกับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ ที่ผู้ถูกร้องและ คู่สมรสมาแต่ต้นแล้ว ปรากฏว่า ผู้ถูกร้อง และ/หรือ คู่สมรส ใช้ชื่อผู้ใกล้ชิด เช่น นางสาวดวงตา ฯ นางสาวบุญชู ฯ นายชัยรัตน์ ฯ นายบรรณพจน์ ฯ นางสาวบุษบา ฯ (ต่อมาสมรสกับนายบรรณพจน์ ฯ ) นายพรทิพย์ ฯ นางสาวสุกัญญา ฯ นายวิชัย ฯ และนายมานัส ฯ เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทนั้น ๆ ด้วย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ แล้ว (๕) กรณีการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน ฯ ที่ผู้ถูกร้องรายงานตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ ฯ มาตรา ๒๔๖ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง (แม้จะเกินกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ แล้ว) ว่า ผู้ถูกร้องขาย ๓๒,๙๒๐,๐๐๐ หุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ให้แก่ ผู้อื่น คือ Ample Rich Investments Limited, ๑๘๕ A Goldhill Centre ๕๑, Thomson Road, Singapore ๓๐๗๖๒๙ (Correspondent Office) ซึ่ง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ถือหุ้น ๑๐๐% (คงเหลือ ๓๒,๙๒๐,๐๐๐ หุ้น) นั้น กระทำเพื่ออะไร หากมิใช่เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อมิให้บุคคลอื่นทราบว่า บริษัท ฯ นี้ คือ ผู้ถูกร้อง (๖) กรณีหุ้นบริษัทอินโฟลิ้งค์ ฯ นั้น ผู้ร้องใช้สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทเสนอ กรมทะเบียนการค้า เป็นหลักในการกล่าวหาผู้ถูกร้อง เมื่อบริษัท ฯ ชี้แจงให้ผู้ร้องทราบความผิดพลาดในการถือหุ้นของผู้ถูกร้องและดำเนินการแก้ไขจนถูกต้อง ประกอบกับผู้ร้องรับว่า ไม่ติดใจแล้ว ข้อกล่าวหาควรยุติได้ (๗) ผู้ถูกร้อง และ/หรือคู่สมรสถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท ฯ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ และ ให้นายบรรณพจน์ ฯ และนางสาวบุษบา ฯ ถือหุ้น ในปีเดียวกันด้วย เมื่อผู้ถูกร้องอ้างว่า โอนลอยหุ้นให้ แก่คู่สมรสผู้ถูกร้องแล้ว คู่สมรสผู้ถูกร้องยังคงใช้ชื่อบุคคลกลุ่มเดียวกันนี้อีก ซึ่งผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ดังปรากฏใน (๑๒) ของประเด็นนี้ (๘) กรณีหุ้นของบริษัทอัลไพน์ ฯ นั้น ปรากฏว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องซื้อหุ้นบริษัท ฯ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๑ โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ แต่ผู้ถูกร้องไม่แจ้งทรัพย์สินรายการนี้ ผู้ถูกร้องให้สัมภาษณ์นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๒ ว่า "สนามกอล์ฟนี้นะครับ ราคาที่ผมจ่ายไปห้าร้อยล้าน มีที่อยู่ประมาณเกือบห้าร้อยไร่ และมีคลับเฮ้าส์ หลังเบ้อเร่อ สร้างด้วยเงินร้อยกว่าล้าน Worth ไหมครับ และเป็นสนามที่ใช้แข่งเอเชียนเกมส์ เพราะฉะนั้น ไม่เป็นการช่วยเหลือหรอกครับ เป็นการซื้อกันทางธุรกิจในฐานะคนรู้จักกันมาเจรจาค้าขายกัน และมองว่า เป็นสิ่งที่ Worth ที่จะซื้อกัน ผมก็เลยซื้อก็เท่านั้นเอง คงไม่เป็นเรื่องของบุญคุณ ผมไม่ได้มีบุญคุณกับคุณเสนาะนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของผม ไม่มีบุญคุณกับคุณเสนาะ เพราะคุณเสนาะมาเสนอขาย ราคามัน สมเหตุสมผล ผมก็เลยซื้อ บังเอิญเป็นคนรู้จักกันเท่านั้นเอง" และชี้แจงเป็นหนังสือเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๔ ต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ตามที่ผู้ถูกร้องเคยให้สัมภาษณ์แก่ นายเจิมศักดิ์ ฯ ว่า "ผม" เป็นผู้ซื้อหุ้นนั้น คำว่า "ผม" หมายถึง บริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด ที่คู่สมรสผู้ถูกร้องและพี่ชายเป็นเจ้าของ คำชี้แจงของผู้ถูกร้องเป็น คำแก้ตัวที่รับฟังไม่ได้ เพราะผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ดังปรากฏใน (๑๒) ของประเด็นนี้ (๙) การที่รัฐธรรมนูญมิได้บังคับให้คู่สมรสผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ นั้น มาตรา ๒๙๑ บัญญัติ ให้ผู้ถูกร้องแต่เพียงผู้เดียวมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ เพราะมีมาตรา ๒๐๙ ซึ่งบัญญัติให้รัฐมนตรีโอนหุ้นให้แก่ นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เพื่อมิให้รัฐมนตรีมีผลประโยชน์ขัดกันกับการประกอบ ธุรกิจของครอบครัว โดยมีพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๓ ใช้บังคับ นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๐ ถึงมาตรา ๑๔๗๔ บัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินของสามีและภริยา ประมวล รัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี ว่าด้วยการเสียภาษีของสามีและภริยาในปีภาษีหนึ่ง ๆ และเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญที่จะปฏิรูปการเมือง ซึ่งผู้ใดที่เข้ามาทำงานทางการเมืองแล้ว จะต้องโอนการจัดการหุ้นบริษัทต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด มิใช่เพียงบอกกล่าวหรือโฆษณาให้ชาวบ้านทราบแต่เพียงว่า โอนกิจการให้แก่ คู่สมรส หรือบุตรแล้ว แต่ในความจริงแล้ว ผู้ถูกร้องยังอยู่เบื้องหลังการประกอบธุรกิจของคู่สมรส และ บุตรด้วย ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชี ฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะอ้างว่า ผู้ถูกร้อง โอนลอยทรัพย์สินของตน (หุ้น) ให้แก่คู่สมรส และผู้ถูกร้องไม่ทราบว่า คู่สมรส ซึ่งมีสิทธิจะโอน ทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลใดก็ได้ ได้โอนทรัพย์สินไปเป็นของบุคคลอื่น เป็นความผิดพลาด หรือบกพร่องของเลขานุการส่วนตัว เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ บัญญัติให้ผู้ถูกร้องต้องลงลายมือชื่อในบัญชี ฯ รับรองความถูกต้องกำกับไว้ทุกหน้า เป็นการปัดความรับผิด ประกอบกับมีข้อเท็จจริง ตาม (๑๑) - (๑๓) ของประเด็นนี้ ย่อมจะรับฟังไม่ได้ (๑๐) อีกเรื่องหนึ่ง แม้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ถูกร้องไม่ต้องยื่นบัญชี ฯ แล้ว เมื่อผู้ถูกร้องและ คู่สมรสขายหุ้นบริษัทเอส ซี เค เอสเทต จำกัด ๓,๕๔๙,๙๘๐ หุ้น และ ๒,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น ๆ ละ ๑๐ บาท เป็นเงิน ๕๕,๔๙๙,๘๐๐ บาท ให้กับบริษัท Win Mark Limited สัญชาติ British Virgin Island ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ผู้ถูกร้องยืนยันว่า การโอนขายหุ้นนี้เป็นการขายหุ้นตามปกติ ไม่มีลักษณะการฟอกเงิน เพราะการโอนขายหุ้นนั้น แจ้งหลักฐานการเข้ามาถือหุ้นของบริษัทผู้ซื้อต่อสำนักงานทะเบียน หุ้นส่วนบริษัทแล้ว ทำให้เกิดปัญหาต้องสงสัยต่อไปว่า บริษัทผู้ซื้อใช้เงินสกุลใด มาจากที่ใด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ น่าเสียดายที่ผู้ถูกร้องมิได้อธิบายด้วย (หนังสือของผู้ถูกร้อง ลับ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ หน้า ๑๒) |
หน้า 1 |
หน้า 2 |
หน้า 3 |
หน้า 4
