คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2544
หน้าถัดไป   หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า 3 | หน้า 4  

             (๑๑) คู่สมรสผู้ถูกร้องตอบคำถามของคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ ว่า "ถาม "เมื่อท่านใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน พ.ต.ท. ทักษิณ ฯ และท่าน ดังนั้น หุ้นดังกล่าวทั้งหมดจึงยังคงเป็นของท่าน และ พ.ต.ท. ทักษิณ ฯ อยู่ ท่าน ทราบถึงจำนวนหุ้นในบริษัท ต่าง ๆ ซึ่งบุคคลต่าง ๆ เหล่านั้นถือหุ้นแทนหรือไม่" ตอบ "ข้า ฯ ทราบ เพราะมีหลักฐานเก็บเอาไว้ แต่ หลักฐานทั้งหมดเก็บอยู่ที่นางกาญจนาภา หงษ์เหิน และบุคคลทั้งหมดที่ถือหุ้นแทนนั้นจะโอนหุ้นให้กับข้า ฯ ส่วนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่มี" (หน้า ๔ หรือ ๗๓๙๔) คำตอบแสดงว่า คู่สมรสผู้ถูกร้อง"รู้" ว่า ตนมีทรัพย์สินอะไร เท่าใด และอยู่ที่ใคร แต่จงใจไม่แสดงรายการทรัพย์สินนั้น
             (๑๒) ผู้ถูกร้องตอบคำถามของคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ ว่า "... ข้า ฯ ขอยืนยันคำชี้แจงและเอกสารที่ยื่นต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ฯ ลงวันที่ ๑๔, ๒๔ และ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวมาครบถ้วน ..." และ "... แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นหรือทรัพย์สินของข้า ฯ หรือคุณหญิงพจมาน ฯ ที่อยู่ในชื่อคนอื่นนั้น มีการจัดทำ รายละเอียดเอาไว้ และจะต้องรู้ว่า ทรัพย์สินในส่วนของข้า ฯ และคุณหญิงพจมาน ฯ จะมีจำนวนเท่าใด และอยู่ในชื่อบุคคลใดบ้าง ... "และ "... ข้า ฯ ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า การที่ข้า ฯ จะยื่นหรือไม่ยื่นรายการหุ้นของข้า ฯ หรือของคุณหญิงพจมาน ฯ ที่อยู่ในชื่อของบุคคลอื่น ไว้ในบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสามครั้งนี้ ข้า ฯ ก็ไม่ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ใด ๆ แต่อย่างใด" (หน้า ๒ - ๔ หรือ ๗๓๙๙ - ๗๔๐๑) คำตอบนี้แสดงว่า ผู้ถูกร้อง "รู้" ว่า ตนมีทรัพย์สินอะไร เท่าใด และอยู่ที่ใคร แต่จงใจไม่แสดงรายการทรัพย์สินนั้น เช่นเดียวกัน
             (๑๓) เมื่อตรวจสอบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ ย้อนหลังไปถึงปี ๒๕๒๖ แล้ว ปรากฏว่า ทั้งผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสร่วมกันทำธุรกิจ โดยให้ผู้ใกล้ชิด เช่น นางสาวบุญชู ฯ นางสาวดวงตา ฯ นายชัยรัตน์ ฯ นางดนีย์ ฯ นายวิชัย ฯ นายมานัส ฯ นายสวัสดิ์ ฯ นายพรทิพย์ ฯ นายวันชัย ฯ นางสาวบุษบา ฯ นางสาวสุกัญญา ฯ (ต่อมา นางสาวดวงตา ฯ และนางสาวบุษบา ฯ สมรส นางสาวสุกัญญา ฯ ลาออก และนายวันชัย ฯ ตาย) การถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ฯ ผู้ถูกร้อง ถือ ๕,๒๐๐,๐๐๐ หุ้น (๒๔/๗/๓๓) ต่อมา ผู้ถูกร้องโอนให้นางสาวดวงตา ฯ, นางสาวสุกัญญา ฯ, นางสาวบุญชู ฯ, นายมานัส ฯ และนายพรทิพย์ ฯ ถือคนละ ๓๔๖,๕๐๐ หุ้น นายวิชัย ฯ ถือ ๓๔๕,๐๐๐ หุ้น และนายชัยรัตน์ ฯ ถือ ๓๔๖,๓๐๐ หุ้น (๒๔/๗/๓๓) (หน้า ๑๓๓๕)
             ตัวอย่างที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือหุ้นเทน เพื่อให้บริษัท มีผู้ถือหุ้น ครบเจ็ดคน ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น
             - หุ้นบริษัทเพจเจอร์ เซลส์ ฯ มีผู้ถือหุ้นทั้งหมดเก้าราย ผู้ถูกร้องถือ ๕,๙๙๓ หุ้น ในจำนวน ๑๐,๐๐๐ หุ้น (หน้า ๔๒๑๐) ต่อมาปรากฏว่า นางสาวดวงตา ฯ ถือ ๕,๙๙๓ หุ้น นายชัยรัตน์ ฯ ถือ ๒ หุ้น นายวันชัย ฯ ถือ ๒ หุ้น นายสวัสดิ์ ถือ ๑ หุ้น นางสาวบุญชู ฯ ถือ ๑ หุ้น และนายพรทิพย์ ฯ อีก ๑ หุ้น (๒๒/๖/๓๗) จึงมีผู้ถือหุ้นครบเจ็ดคน (หน้า ๒๒๑๐)
             - หุ้นบริษัทเอ ที แอนด์ ที ไดเร็กทอรี่ส์ ฯ ผู้ถูกร้องถือ ๒๐๖,๖๐๐ หุ้น คู่สมรส ถือ ๓๐๙,๙๐๐ หุ้น (๑/๔/๓๔) (หน้า ๕๓๑) ต่อมานางสาวบุญชู ฯ ถือ ๑,๘๕๐,๔๐๘ หุ้น นางสาว ดวงตา ฯ ถือ ๒,๐๕๖,๐๐๔ หุ้น (๓/๗/๓๕) จึงมีผู้ถือหุ้นครบเจ็ดคน (หน้า ๕๓๕) และ
             - หุ้นบริษัทยูเนียน เรียล เอสเตท ฯ ผู้ถูกร้องถือ ๒๕,๐๐๐ หุ้น คู่สมรสถือ ๒๕,๐๐๐ หุ้น นายบรรณพจน์ ฯ ถือ ๕,๐๐๐ หุ้น และนางสาวบุษบา ฯ ถือ ๕,๐๐๐ หุ้น (๑๘/๑๑/๓๐) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเอสซี แอสเสท ฯ (๒๖ ก.พ. ๓๖) นายบรรณพจน์ ฯ ถือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น นางสาวบุญชู ฯ ถือ ๔๐๐,๐๐๐ หุ้น นางสาวสุกัญญา ฯ ถือ ๓๐๐,๐๐๐ หุ้น และนางสาวดวงตา ฯ ถือ ๒๙๙,๙๙๗ หุ้น และคนอื่นอีก ๓ คน ถือคนละ ๑ หุ้น รวมเป็น ผู้ถือหุ้นเจ็ดคน ถือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น ทุนจดทะเบียน ๒๐๐ ล้านบาท และเพิ่มทุนอีก ๑๐๐ ล้านบาท โดยให้นายบรรณพจน์ ฯ ถือหุ้นอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น รวมเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น ต่อมา บริษัทนี้แยกมูลค่าหุ้น ๆ ละ ๑๐๐ บาท เป็นหุ้นละ ๑๐ บาท โดยให้ผู้ถือหุ้นเป็นไปตามเดิม ยกเว้นหุ้นของนางสาวสุกัญญา ฯ ซึ่งลาออก และนางดนีย์ ฯ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น จึงมีผู้ถือหุ้นครบเจ็ดคน ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ - ๒๗ เมษายน ๒๕๔๒ ฯลฯ
             ผู้ถูกร้องอ้างว่า โอนลอยหุ้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องแล้ว จึงไม่ทราบว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่ผู้ใดอีก และไม่ทราบว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องขายหุ้นที่ได้รับโอนจากผู้ถือหุ้นให้แก่ผู้ใด แต่ปรากฏว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องยังคงมีนางสาวบุญชู ฯ นางสาวดวงตา ฯ นายชัยรัตน์ ฯ นางดนีย์ ฯ นายวิชัย ฯ นายมานัส ฯ นายสวัสดิ์ ฯ นายพรทิพย์ ฯ นายวันชัย ฯ นางสาวบุญชู ฯ และนางสาว สุกัญญา ฯ ซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเดิมที่ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อเป็นผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ยังปรากฏ ข้อเท็จจริงในคำให้การของนางกาญจนาภา ฯ ซึ่งสนับสนุนโดยนายประสิทธิ์ ฯ ตาม (๒) ของประเด็น ที่สาม โดยคู่สมรสและผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงตาม (๑๑) และ (๑๒) ของประเด็นนี้
             (๑๔) การที่ผู้ถูกร้องกล่าวว่า "ข้า ฯ จะยื่นหรือไม่ยื่นบัญชี ฯ ... ข้า ฯ ก็ไม่ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ใด ๆ แต่อย่างใด" เป็นข้อแก้ตัวที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะถ้าผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชี ฯ ผู้ถูกร้องจะต้องถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสโต้แย้งใด ๆ ได้เลย การที่ผู้ถูกร้องแก้ตัวอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ ผู้ถูกร้องทราบดีว่า มีหุ้นที่ใช้ชื่อผู้อื่น ถือแทน แต่ไม่แจ้ง จึงเป็นการจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง ให้ทราบ สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไป ที่ว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"
             (๑๕) เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของผู้ร้องที่กล่าวหานายประยุทธ มหากิจศิริสมาชิกวุฒิสภา และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่า จงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ในวันเดียวกัน สมควรเปรียบเทียบการประกอบธุรกิจกรณีนายประยุทธ และนางสุวิมล มหากิจศิริ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๙/๒๕๔๔ กับกรณีผู้ถูกร้องและคู่สมรสด้วย เพราะจะเห็นความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากนายประยุทธและนางสุวิมล ฯ มีทั้งทรัพย์สินส่วนที่สรรสร้างมาด้วยกัน และส่วนที่แยกจากกัน ส่วนที่เป็นของนางสุวิมล ฯ นั้น นางสุวิมล ฯ ได้จากมารดาส่วนหนึ่ง และการประกอบธุรกิจของตนเองอีกส่วนหนึ่ง นางสุวิมล ฯ เป็นภริยาและหญิงที่มีคุณธรรมน่ายกย่องสรรเสริญ เพราะกล้าเปิดเผยความจริงในครอบครัว โดยตอบทนายความของนายประยุทธ ฯ อย่างไม่สะทกสะท้านเกรงกลัวนายประยุทธ ฯ ผู้เป็นสามี ให้ศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนทราบว่า ตนไม่ประสงค์จะบอกรายละเอียดของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีแก่นายประยุทธ ฯ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น (หน้า ๓๘ - ๔๕) แต่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสนั้นประกอบธุรกิจที่มีทรัพย์สินและหนี้สิน ร่วมกันมาแต่ต้น ซึ่งมีทั้งทรัพย์สิน(หุ้น)ที่อยู่ในชื่อผู้ถูกร้อง คู่สมรส และทรัพย์สิน(หุ้น)ที่ผู้ถูกร้องและหรือ คู่สมรสใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือแทน ผู้ถูกร้องอ้างว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ผู้ถูกร้องโอนลอยหุ้นทั้งหมดให้คู่สมรสไปดำเนินการ ซึ่งคู่สมรสยังคงดำเนินการดังเช่นที่เคยปฏิบัติ คือ มอบให้ เลขานุการส่วนตัวดูแลการโอน และการใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน ตลอดจนจัดทำแฟ้มรายละเอียดการ ถือหุ้นเหล่านั้นไว้ ( คำวินิจฉัยของศาล หน้า ๑๐๓ ) แต่บุคคลที่ถูกใช้ชื่อถือหุ้นแทนทั้งก่อนและหลังการ โอนลอยหุ้นเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีไทยไม่รู้และไม่ทราบอะไร รวมทั้งการขัดกันของผลประโยชน์ของธุรกิจในครอบครัว เช่น การรับสัมปทานจากรัฐ การเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว (ถ้ามี) กับผลประโยชน์ของชาติ (มาตรา ๑๑๐ (๒)) และปัดความรับผิดในหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๙๑ วรรคสอง) ให้แก่พนักงานบริษัท เอกชนซึ่งเป็นเพียงหญิงตัวน้อย ๆ ด้วยเหตุผลที่รับฟังไม่ได้ ส่วนคู่สมรสผู้ถูกร้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือ และไม่มาศาลให้ผู้ร้องซักค้าน แต่ผู้ถูกร้องมาและอยู่ในห้องพิจารณาของศาลนัดสุดท้ายเฉพาะเวลาที่ ผู้ถูกร้องแถลงการณ์ปิดคดีเท่านั้น
             (๑๖) การพัฒนาระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยลอกเลียนความรู้จากกฎหมายของต่างประเทศในระบบทุนนิยมมาประยุกต์ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช้สติและปัญญานำเอาวิธีปฏิบัติที่ดี และเหมาะสม ตลอดจนวิธีการป้องกันการเอาเปรียบ การเลี่ยงปฏิบัติตามกฎหมาย ฯลฯ มาใช้ด้วย ประกอบกับการเอาความสะดวกสบายโดยไม่รู้จักคิด ปล่อย หรือยอมให้ผู้อื่นคิดแทน โดยไม่มีการพิจารณาว่า ระบบดังกล่าวสอดคล้องกับศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทยหรือไม่ เพราะผู้นำเข้ามุ่งแต่การมีระเบียบแบบแผน กฎหมาย และหวังในความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขาดประสบการณ์ ไม่ทราบ หรือคาดคิดมาก่อนว่า ความรู้ที่นำมานั้นอาจจะก่อให้เกิดปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และเตรียมการป้องกันไว้ด้วย เช่น การประกอบธุรกิจแบบครอบครัวได้พัฒนาเป็นห้างหุ้นส่วน บริษัทเอกชน บริษัทมหาชน และกลุ่มบริษัท โดยมีตลาดหลักทรัพย์ ฯ เป็นแหล่งระดมเงินทุน และต่อไปจะมีตลาดกลางสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่มีผู้คิดหาช่องทางต่าง ๆ ของกฎหมาย เช่น การค้าเสรีเปิดโอกาสให้ใครมือยาวสาวได้สาวเอา โดยใช้ความได้เปรียบในฐานะทางเศรษฐกิจ ถิ่นที่อยู่ และการศึกษา การเอาประโยชน์โดยใช้ ผู้ใกล้ชิดให้มีจำนวนเพียงพอที่จะก่อตั้งบริษัท แล้วโอนลอยหุ้น การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน การปล่อยเงินกู้เฉพาะแก่คนรู้จัก การโอนถ่ายกำไรระหว่างบริษัท การใช้ข้อมูลภายในของบริษัท และกลุ่มบริษัทเพื่อ ขยายกิจการ และการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม (มีการบอกกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ การปล่อยข่าวลือ การอำพราง การใช้ข้อมูลภายใน - ดูรายละเอียดผู้ถูกคณะกรรมการ ก.ล.ต. ปรับ และจำนวนเงินค่าปรับ กรณีการใช้ข้อมูลภายในได้จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจประจำวันจันทร์ที่ ๒๙ - วันพุธที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔) ผู้ถูกร้องจะทราบความจริงนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจ และชัดถ้อย ชัดคำว่า การที่ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จ จนมีบริษัทในเครือและทรัพย์สินมากมาย โอนลอยหุ้น และใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน นั้น "เป็นการประกอบธุรกิจตามปกติธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ทำกันอย่างนั้น" ทั้ง ๆ ที่การทำธุรกิจในระบบนายทุนของต่างประเทศเป็นการกระทำมุ่งแสวงหากำไร เป็นความโลภ และความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องอ้างว่า เลิกกระทำธุรกิจหันมาทำงานการเมืองแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ และมอบการบริหารธุรกิจในกลุ่มบริษัทให้แก่คู่สมรส (ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐ อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๐ (๒)) บุตร และเครือญาติ ดำเนินการต่อไป (แทนที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๙ โอนหุ้นให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เช่น การให้ทรัสต์จัดการทรัพย์สิน ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา - ซึ่งเป็นความคิดก้าวหน้าสำหรับประเทศไทย) และ ผู้ถูกร้องเข้าใจผิดว่า จำนวนประชาชนที่ออกเสียงเลือกผู้ถูกร้องในการเลือกตั้งทั่วไป เพราะผู้ถูกร้องเสนอ โครงการต่าง ๆ เป็นที่ถูกใจได้นั้น มากมายมหาศาล แต่จำนวนประชาชนดังกล่าวมิได้มากกว่าจำนวนคนที่ทราบว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสมีทรัพย์สินและหนี้สินจริงในวันยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ วรรคสอง เพราะประชาชนสิบเอ็ดล้านกว่าคนนั้นไม่ทราบจำนวนทรัพย์สินและหนี้สินจริงของผู้ถูกร้อง และคู่สมรสดีไปกว่าเลขานุการส่วนตัวเพียงสองคนของผู้ถูกร้องและคู่สมรส เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
             (๑๗) การกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าวข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผล ของอดีต ยังคงคิดและทำเหมือนเดิม เหมือนนักธุรกิจคนอื่น ๆ ในระบบทุนนิยมในประเทศไทย แต่ยังคง เข้าใจผิดคิดว่า แนวความคิดที่จะบริหารประเทศของผู้ถูกร้องเป็นการคิดใหม่และทำใหม่ ไม่เข้าใจสาเหตุ ที่แท้จริงของปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ ซึ่งแก้ไขไม่ได้ด้วย "เงิน" อย่างเดียว ผู้ถูกร้องโฆษณาให้ประชาชนทราบเพียงว่า ผู้ถูกร้องประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ มีเงินทองมากมาย ไม่ทุจริต ผิดกฎหมาย และไม่อำพราง แล้วอุทิศตัวหันมาทำงานทางการเมือง โดยโอนการจัดการธุรกิจ ให้แก่คู่สมรส บุตร และเครือญาติ ผู้ถูกร้องรู้ปัญหาของบ้านเมืองดี จึงอาสาเข้ามาแก้ไข แต่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงหรือเปิดเผยว่า ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจในอดีตของผู้ถูกร้อง ภายในระยะเวลาอันสั้นนั้น กระทำได้อย่างไร และจะแก้ปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของครอบครัวกับประโยชน์ของส่วนรวมหรือของชาติอย่างไร ปัญหาของบ้านเมืองบางอย่าง อาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองเลย เพียงแต่ ผู้นำของประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยการคิด พูด และทำตรงกัน และชี้นำประชาชนในชาติว่า ปัญหาของชาตินั้นอยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไข ด้วยการลด ละ และเลิก "ความเห็นแก่ตัว" เป็นอันดับแรก ยิ่งทำได้มากและรวดเร็วเท่าใด จะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤติสู่ความเป็นปกติรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น หากไม่แก้ไขความเห็นแก่ตัวก่อนแล้ว เห็นว่า หมดหวัง เพราะไม่มีทางอื่นใดที่จะแก้ไขปัญหาของชาติในเวลานี้ได้
             อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ มีข่าว ที่ค่อย ๆ เบี่ยงเบนประเด็นที่ผู้ถูกร้องถูกกล่าวหาทีละน้อย ๆ และเป็นระยะ ๆ ว่า ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจจนร่ำรวยด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่มีการทุจริต ผิดกฎหมาย ผู้ถูกร้องเป็นคนแรกที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้ประชาชนทราบ ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ถูกร้องสมัครใจยื่นรายการทรัพย์สินและ หนี้สินเพิ่มเติมเอง หากศาลเห็นว่า ผู้ถูกร้องกระทำผิด ก็เป็นการทำผิดโดยสุจริต ควรใช้หลักรัฐศาสตร์ ชลอการตัดสินคดี หรือยกโทษให้ผู้ถูกร้อง ไม่ควรลงโทษผู้ถูกร้องซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน สิบกว่าล้านคน เพื่อให้โอกาสผู้ถูกร้องบริหารประเทศต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะไม่มีใครดีกว่าผู้ถูกร้อง ประเทศไทยขาดผู้ถูกร้องไม่ได้ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ศาลกระทำได้ และเมื่อใกล้จะถึงวันที่ศาลลงมติ มีข่าวหนาหูขึ้นว่า ฝ่ายผู้สนับสนุนผู้ถูกร้องจะชุมนุมกันเพื่อกดดันศาล จะวางเพลิงเผาศาล ตลอดจน จะทำร้ายตุลาการบางคน จนกระทั่งมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปให้ความคุ้มครอง ทำให้สิ้นเปลือง งบประมาณแผ่นดินไปอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น ข่าวต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากมิใช่ เป็นการแสดง "ความเห็นแก่ตัว" ของคน
             ดังนั้น จึงเห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สิน แต่ไม่ยื่นบัญชี ฯ เพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน และประกาศให้ประชาชนทราบว่า ผู้ถูกร้องได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต และโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของคู่สมรสผู้ถูกร้อง และคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ ตนไม่ทราบ เมื่อตรวจดูพยานหลักฐานต่าง ๆ จึงพบความจริงว่า ผู้ที่รับโอนหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น แท้จริงเป็น เจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวแต่ในนาม และโอนคืนทรัพย์สินนั้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องในเวลาเดียวกันกับที่โอน และบุคคลเหล่านั้น คือ คนใกล้ชิดที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อถือทรัพย์สินมาก่อนที่ผู้ถูกร้องอาสาเข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ นั่นเอง ถือว่า ผู้ถูกร้อง และ/หรือคู่สมรสรู้ว่า มีทรัพย์สินในชื่อบุคคลอื่น หรือใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน โดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ผู้ถูกร้องกล่าวชี้แจงโดยละเอียดในหนังสือทั้งสามฉบับข้างต้น แต่จงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง ให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕
             ส่วนการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองห้าปีควรเริ่มต้นนับแต่วันใดนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ บัญญัติว่า ... ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตามมาตรา ๒๙๒ คือ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ (กรณีเข้ารับตำแหน่ง) วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ (กรณีพ้นจากตำแหน่ง) และวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ (กรณีที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี) หรือ นับแต่วันที่ตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าว คือ เมื่อผู้ร้องมีมติเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และศาล รัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๔ นั้น เห็นว่า กรณีนี้ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๑๕ (๑) เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ จึงต้องถือเอาวันนี้ เพราะการถือเอาวันอื่น เช่น วันที่ผู้ร้องตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๔ จะไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ เพราะมากกว่าห้าปี และไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกร้อง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๖ วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๗ มาใช้บังคับ เมื่อผู้ถูกร้องได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ (ยังอยู่ภายในระยะเวลาต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี) ดังนั้น การออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้ถูกร้องได้กระทำไปในหน้าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่ง หรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนออกจากตำแหน่งด้วย คือ ตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนี้
             ด้วยเหตุและผลดังกล่าวมา จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีต รองนายกรัฐมนตรี จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไป

(นายประเสริฐ นาสกุล)
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

หน้าถัดไป   หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า 3 | หน้า 4