| |||
|
เมื่อวานนี้ (วันที่ 22 เมษายน 2546) ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีการประชุมคณะกรรมการ
ป.ป.ช. โดยมีนายโอภาส อรุณินท์ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน ผลการประชุม มีเรื่อง
สำคัญที่ควรแถลงให้สื่อมวลชนทราบ รวม 6 เรื่อง คือ
1. เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ศาลแพ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม ยักยอกเงิน จากบัญชีเงินกลางของศาลแพ่ง ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ได้ส่งสำนวนการสอบสวน คดีอาญามาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กล่าวหา นางสาวเดือนเพ็ญ อุริบุญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม 3 ศาลแพ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม ปลอมเช็คและเอกสารของทางราชการ เบียดบังเงินจากบัญชีเงินกลางของศาลแพ่ง จำนวน 33,427,661.13 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหา ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ในงานการเงิน มีหน้าที่เขียนเช็คเพื่อเสนอผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินกลางของศาลแพ่งให้แก่คู่ความผู้มีสิทธิ รับเงิน ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2543 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ผู้ถูกกล่าวหา อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ในงานดังกล่าว กระทำการปลอมเอกสารใบรับเงินหรือสิ่งของที่คู่ความรับไปจากศาล (แบบ 66) เพื่อเป็นหลักฐานว่า ได้จ่ายเงินแก่คู่ความผู้มีสิทธิรับเงิน เขียนรายการในสมุดคุม รายการออกเช็คและรายการเช็คสั่งจ่ายเงิน จำนวน 23,814,238.08 บาท ให้แก่นาง ผ ผู้มีสิทธิ รับเงินจากศาลแพ่งผู้หนึ่ง โดยปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่าย จากนั้นได้เบียดบังเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดบัญชีฯ ขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อบัญชีของ นาง ผ แต่ไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีฯ ได้ เนื่องจากเอกสารหลักฐานการเปิดบัญชีฯ ไม่ครบถ้วน ธนาคารฯ จึงได้ระงับการใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหา ยังได้กระทำการปลอมเอกสารใบรับเงินหรือสิ่งของ ที่คู่ความรับไปจากศาล (แบบ 66) เพื่อเป็นหลักฐานว่า ได้จ่ายเงินแก่คู่ความผู้มีสิทธิรับเงิน เขียนรายการในสมุดคุมรายการออกเช็คและรายการเช็คสั่งจ่ายให้แก่ นางสาวกนกพร อุริบุญ (น้องสาว) และนายเกรียงศักดิ์ ทองพูน (เพื่อนของผู้ถูกกล่าวหา) โดยปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจ สั่งจ่าย อีกจำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 9,613,423.05 บาท จากนั้นได้เบียดบังเช็คดังกล่าว ทั้ง 5 ฉบับ แยกฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ในบัญชีชื่อของนางสาวกนกพร อุริบุญ และนาย เกรียงศักดิ์ ทองพูน และได้ถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ นางสาวเดือนเพ็ญ อุริบุญ เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดทาง อาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 147 มาตรา 157 และมาตรา 161 สำหรับการกระทำของ นางสาวกนกพร อุริบุญ และนายเกรียงศักดิ์ ทองพูน เป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 157 ประกอบ มาตรา 86 จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการทางวินัยและฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามเป็นคดีอาญาต่อศาล แล้วแต่กรณีต่อไป 2. เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่เทศบาลนครนครศรีอยุธยา กับพวก ปลอม เอกสารใบนำส่งไปรษณีย์ภัณฑ์แจ้งข่าวการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนฯ โรงเรียนชุมชนป้อมเพชร พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนคร- ศรีอยุธยา ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญามาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กล่าวหา นายทวี สิทธิพัฒนกุล เจ้าหน้าที่ธุรการ 4 กองคลัง เทศบาลนครนครศรีอยุธยา กับพวก ปลอมเอกสารใบนำส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ของที่ทำการไปรษณีย์พระนครศรีอยุธยา กรณีแจ้ง ข่าวการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบโรงเรียนชุมชนป้อมเพชร คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า ในปี งบประมาณ 2543 เทศบาลนครนครศรีอยุธยา ได้รับงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ โครงการ ขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 10,890,000 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบ โรงเรียนชุมชนป้อมเพชร และในการประกวดราคาก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบ ดังกล่าว ได้มีการจัดทำเอกสารการประกวดราคาเพื่อเผยแพร่ไปยังส่วนราชการและผู้ประกอบ อาชีพรับจ้าง รวม 17 ฉบับ โดยผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้รับอาสา ดำเนินการจัดส่งเอกสารการประกวดราคาทางไปรษณีย์ตามขั้นตอนและวิธีปฏิบัติของเทศบาลฯ แต่ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้นำเอกสารการประกวดราคาไปส่งยังที่ทำการไปรษณีย์- พระนครศรีอยุธยา โดยได้กระทำการปลอมใบนำส่งสิ่งของทางไปรษณีย์รายเดือนของเทศบาล- นครนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีการนำส่งเอกสารประกวดราคาดังกล่าวแล้ว โดยมี เจตนาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.ร่วมพัฒนาก่อสร้าง ซึ่งตนเองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้มีสิทธิเข้า ทำสัญญาก่อสร้างงานอาคารเรียนและอาคารประกอบโรงเรียนชุมชนป้อมเพชรกับเทศบาลฯ ซึ่งต่อมาเทศบาลฯ ได้ประกาศยกเลิกการประกวดราคางานดังกล่าว เนื่องจากได้รับการทักท้วง จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 1 เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ นายทวี สิทธิพัฒนกุล เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดทางอาญาฐาน เป็นเจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานของรัฐ กระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อ อำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราช บัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 และ ฐานปลอมเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และมาตรา 265 ประกอบ มาตรา 90 จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการทางวินัยและฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป 3. เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอ- หนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ปลอมเอกสารคำให้การและลายมือชื่อ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาเสพติด พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญามาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามมาตรา 89 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กล่าวหา พันตำรวจตรี อภิราม พิชยภูวนะ พนักงานสอบสวน (สบ.2) สถานีตำรวจภูธรอำเภอ หนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ปลอมเอกสารคำให้การและลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และพยาน เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีมียาเสพติดไว้ในครอบครอง คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหา ในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ สำนวนคดีอาญาที่ 281/2542 ของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองวัวซอ คดีมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา)ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ได้กระทำการปลอมเอกสารคำให้การ แผนที่เกิดเหตุและลายมือชื่อของ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและพยาน ทั้งที่มิได้มีการสอบปากคำบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด และ ในการสอบปากคำผู้ต้องหา ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าเป็นเจ้าของไร่กัญชาและเป็น ผู้ปลูกกัญชาด้วยตนเอง พร้อมทั้งครอบครองไว้ แต่ในชั้นสอบสวนกลับให้การภาคเสธว่า มิได้ เป็นผู้ปลูกกัญชาแต่อย่างใด เป็นเหตุให้อัยการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าวัตถุของกลาง (กัญชา) ในคดีได้สูญหายไปในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหา ครอบครอบเพื่อนำส่งตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เพื่อเก็บรักษาไว้รอทำลายอีกด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ พันตำรวจตรี อภิราม พิชยภูวนะ เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติ หน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ ราชการอย่างร้ายแรง ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และ เป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อ ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ปลอมเอกสาร และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ในตำแหน่งพนักงานสอบสวน กระทำการ อย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษหรือให้รับ โทษน้อยลง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 200 จึงมีมติให้ ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป ส่วนความผิดทางวินัย ปรากฏว่า ตำรวจภูธรภาค 4 ได้มีคำสั่งลงโทษ ไล่ ผู้ถูกกล่าวหา ออกจากราชการในความผิดที่ได้กระทำนี้แล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องดำเนินการ ทางวินัยอีก 4. เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง- ชลบุรี จังหวัดชลบุรี ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง หลุดพ้นจากการคุมขัง พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้ส่ง สำนวนการสอบสวนคดีอาญามาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ ตามมาตรา 89 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กล่าวหา จ่าสิบตำรวจ ปองพล พลเมืองศรี ผู้บังคับหมู่ (งานสอบสวน) สถานีตำรวจภูธรอำเภอ- เมืองชลบุรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้นำตัวผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงทรัพย์ไปส่งยัง สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน ได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาให้หลุดพ้นไปจากการคุมขัง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 จ่าสิบตำรวจ ปองพล พลเมืองศรี ผู้ถูกกล่าวหา ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับ- บัญชาให้นำตัวผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงทรัพย์ของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรี ไปส่งยังสถานี ตำรวจนครบาลคลองตัน เนื่องจากถูกพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลคลองตันแจ้งอายัด ตัวไว้ในคดีฉ้อโกงทรัพย์อีกคดีหนึ่ง โดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ใส่กุญแจมือผู้ต้องหาและเดินทางไปส่ง ผู้ต้องหาเพียงผู้เดียว ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้อื่นร่วมเดินทางไปด้วย นอกจากนี้ ในระหว่างทาง ผู้ถูกกล่าวหา ยังได้แวะรับประทานอาหารและดื่มเบียร์ร่วมกับผู้ต้องหา และเมื่อเดินทางไปถึง สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน ก็มิได้รีบนำตัวผู้ต้องหาไปส่งพนักงานสอบสวนในทันที โดยปล่อย ให้ผู้ต้องหาอยู่ในรถยนต์เพียงลำพัง เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนีไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ จ่าสิบตำรวจ ปองพล พลเมืองศรี เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐาน ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ที่ต้องคุมขังตาม อำนาจของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา กระทำด้วย ประการใด ๆ ให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 204 จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาและอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการทางวินัยและฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป 5. เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่แผนกการเงิน โรงเรียนนายเรืออากาศ เบียดบังเงินบัญชีเงินการเลี้ยงทหาร ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสายไหม ได้ส่งสำนวนการสอบสวน คดีอาญามาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กล่าวหา นาวาอากาศโท สันติ ปิติพร หัวหน้านายทหารการเงิน แผนกการเงิน โรงเรียนนายเรืออากาศ กองบัญชาการฝึกศึกษาทหารอากาศ และนางสาววิชุดา ส่งแสง ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน โรงเรียนนายเรืออากาศ กอง - บัญชาการฝึกศึกษาทหารอากาศ เบียดบังเงินจากบัญชีเงินการเลี้ยงทหารโรงเรียนนายเรืออากาศ ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า ในระหว่าง วันที่ 23 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2542 นาวาอากาศโท สันติ ปิติพร และนางสาว วิชุดา ส่งแสง ผู้ถูกกล่าวหา ได้ร่วมกันเบิกเงินบัญชีเงินการเลี้ยงทหาร โรงเรียนนายเรืออากาศ เกินกว่าใบสำคัญ เป็นเงินจำนวน 213,001 บาท โดยได้แก้ไขจำนวนเงินค่าอาหารนักเรียนนายเรืออากาศ ในสมุดเงินสดจ่าย (บช.4) เพื่อให้มีจำนวนเงินตรงกับที่มีการจ่ายเกิน และแก้ไขสมุดจ่าย เงินอื่น (กง.16) และได้นำเงินที่เบิกเกินหลักฐานใบสำคัญดังกล่าว ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของ นาวาอากาศโท สันติ ปิติพร ผู้ถูกกล่าวหา เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดทางอาญา ฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้น เป็นของตนหรือเป็นของ ผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปลอมเอกสาร ฐานเป็นเจ้าพนักงาน รับรองเอกสารเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 91 สำหรับการกระทำของ นางสาววิชุดา ส่งแสง เป็นความผิดทางอาญา ฐาน เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสารและความเห็น ไปยังผู้บังคับบัญชาและอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการทางวินัยและฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็น คดีอาญาต่อศาล แล้วแต่กรณี ต่อไป 6. เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สถานีตำรวจนครบาล- บางเขน จับกุมผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดในข้อหารับของโจร แล้วบังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายคืนให้กับเจ้าของทรัพย์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางเขน ได้ส่งสำนวนการสอบสวน คดีอาญามาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กล่าวหา ร้อยตำรวจตรี พุฒิพงศ์ ภูโคกสูง เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางเขน จับกุมผู้ต้องสงสัย ว่ากระทำความผิดในข้อหารับของโจร แล้วบังคับให้เขียนคำรับสารภาพ เพื่อเรียกร้องเอาเงินชดใช้ค่าเสียหายคืนให้กับเจ้าของทรัพย์ เพื่อตนจะได้รับส่วนแบ่งจากเงินดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ผู้ถูกกล่าวหา ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดในข้อหารับของโจร และได้ควบคุมตัวไว้ในห้องควบคุม จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 ทั้งที่ ยังไม่มีการแจ้งความ ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยตามกฎหมายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในระหว่าง ที่ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัว ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้อำนาจหน้าที่บังคับให้ผู้ต้องสงสัยเขียนบันทึกรับ สารภาพว่า จะนำทรัพย์ของกลางมาคืน หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ ร้อยตำรวจตรี พุฒิพงศ์ ภูโคกสูง เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐาน ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 148 และมาตรา 157 จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยัง ผู้บังคับบัญชาและอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการทางวินัยและฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาล ต่อไป
|