(อม.๒๙)
คำพิพากษา |  |
คดีหมายเลขดำที่ อม. ๑ /๒๕๔๔
คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑ /๒๕๔๕
|
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
| วันที่ ๒๔ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๕ |
|
อัยการสูงสุด |
โจทก์ |
| ระหว่าง |
|
|
|
นายจิรายุ จรัสเสถียร ที่ ๑
นายณรงศักดิ์ เฮงไชยศรี ที่ ๒ |
จำเลย |
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๒๙ กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมการจัดซื้อยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติด้วยวิธีการตกลงราคาหรือวิธีพิเศษให้อยู่ราคาที่เหมาะสม ไม่สูงกว่าราคากลางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ต่อมาได้มีการประกาศเพิ่มเติม และแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำหนดราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติอีก ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๔ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๖ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ซึ่ง นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศให้ยกเลิกราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติตามประกาศดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ต่อมาวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามเสนอของสำนักงบประมาณให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่กระทรวงสาธารณสุข เป็นค่าเวชภัณฑ์ในหมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและพัสดุ โดยจัดสรรให้แก่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ๙๒ แห่ง จำนวน ๕๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจัดสรรให้แก่โรงพยาบาลชุมชน ๗๑๑ แห่ง เป็นเงิน ๘๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับการจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลชุมชนดังกล่าว ปรากฏว่าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาได้รับงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน ๑๗,๑๖๗,๐๐๐ บาท นายวิเชียร แก่นพลอย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ได้จัดแบ่งเงินงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลชุมชนในสังกัดไปแล้ว คงเหลือเงินงบประมาณที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับงบประมาณเพิ่มเติม จำนวน ๑๙,๕๒๑,๐๐๐ บาท นายยุทธนา ศิลปรัสมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดแบ่งเงินงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลชุมชนในสังกัดไปแล้ว คงเหลืองบประมาณที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ๔๒๑,๐๐๐ บาท สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับงบประมาณเพิ่มเติม จำนวน ๑๖,๑๙๙,๐๐๐ บาท นายเจริญ บุญชัย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดแบ่งงบประมาณให้แก่ โรงพยาบาลชุมชนในสังกัดไปแล้ว คงเหลืองบประมาณที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดังกล่าว มีข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองของกระทรวงสาธารณสุขที่ทราบช่องว่างของการยกเลิกราคากลางของยาและทราบถึงการจัดสรรงบประมาณให้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กระทำการทุจริต สั่งการ จูงใจ ชี้แนะให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดต่าง ๆ บางจังหวัด นำเงินงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าว ไปจัดซื้อยาจากบริษัทที่ตนเองมีผลประโยชน์ หรือช่วยเหลือกันในราคาแพงกว่าปกติ หรือเรียกเงินส่วนแบ่งจากงบประมาณเพิ่มเติมเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้น ๆ ได้รับอันเป็นการทุจริต เบียดบังเอาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินไปเป็นของตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นพวกเดียวกัน ขณะเกิดเหตุคดีนี้ นายรักเกียรติ สุขธนะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ และนายคำรณ ณ ลำพูน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์) ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจและหน้าที่ให้คำปรึกษา เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี ติดต่อประสานงานกับ ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานของ รัฐมนตรีและกระทรวงสาธารณสุข สามารถดำเนินการได้ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตำแหน่งดังกล่าวสามารถดำเนินการให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการประจำและลูกจ้างของกระทรวงสาธารณสุขได้ โดยให้คำปรึกษาและเสนอแนะต่อรัฐมนตรีซึ่งตนเองเป็นที่ปรึกษาให้กำหนดตำแหน่ง หรือโยกย้าย ข้าราชการประจำ ตลอดจนการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือพิจารณาผลงานของข้าราชการประจำได้ จำเลยที่ ๒ เป็นราษฎร ไม่มีตำแหน่งราชการใด ๆ รู้จักสนิทสนมกับจำเลยที่ ๑ และนายรักเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ นายรักเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดสงขลา โดยปฏิบัติราชการในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ นายรักเกียรติ ได้มีคำสั่งอนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางไปปฏิบัติราชการด้วย จำเลยที่ ๑ จึงเดินทางร่วมคณะไปปฏิบัติราชการกับคณะ ของนายรักเกียรติ ที่จังหวัดสงขลา ส่วนจำเลยที่ ๒ เดินทางในฐานะส่วนตัวติดตามคณะของ นายรักเกียรติไป และเข้าพักร่วมกับคณะของนายรักเกียรติและจำเลยที่ ๑ ที่โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนที่คณะของนายรักเกียรติจะเดินทางไปถึง จังหวัดสงขลา มีผู้โทรศัพท์จากกระทรวงสาธารณสุขถึงนายยุทธนา ศิลปรัสมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช และนายเจริญ บุญชัย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี แจ้งให้ไปพบนายรักเกียรติที่โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ดังนั้น ในวันดังกล่าว นายยุทธนาและนายเจริญจึงเดินทางไปพบนายรักเกียรติที่โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ ตามกำหนดเวลาที่ ได้รับแจ้ง และได้พบกับนายวิเชียร แก่นพลอย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ซึ่งคอยต้อนรับนายรักเกียรติ และจำเลยที่ ๑ อยู่ก่อนแล้ว เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ระหว่าง เวลา ๑๗ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๐ นาฬิกา จำเลยทั้งสองซึ่งร่วมวางแผนกันไว้ก่อนแล้วได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ได้ใช้โอกาส และใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีในการปฏิบัติราชการร่วมตรวจงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขพูดกับนายวิเชียรเรื่องตำแหน่งหน้าที่ราชการของนายวิเชียร ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีอำนาจในตำแหน่งสามารถให้คุณให้โทษแก่นายวิเชียรได้ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้พูดขอให้นายวิเชียรช่วยซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทบางกอกดรัก จำกัด พรรคพวกของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีราคาแพงกว่าราคายาและเวชภัณฑ์ปกติทั่วไปในประเภทและชนิดเดียวกันหลายเท่า หากซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัท บางกอกดรัก จำกัด ต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจและจูงใจ เพื่อให้นายวิเชียรมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินและประโยชน์อันคำนวณเป็นเงินได้แก่จำเลยทั้งสองและบริษัทบางกอกดรัก จำกัด และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายวิเชียร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา และกระทรวงสาธารณสุข และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยทั้งสองและบริษัทบางกอกดรัก จำกัด การข่มขืนใจและจูงใจของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เป็นเหตุให้นายวิเชียรต้องตรวจสอบงบประมาณส่วนที่เหลือของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา เพื่อจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ต่อมา ตัวแทนขายยาของบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ได้มาพบนายวิเชียรตามที่จำเลยทั้งสองแนะนำ และ ได้มอบบัญชีรายการยาให้นายวิเชียร เพื่อให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาจัดซื้อ แต่เนื่องจากราคายาที่บริษัทบางกอกดรัก จำกัด เสนอมีราคาแพงเกินไป จึงไม่ได้มีการจัดซื้อและจำเลยที่ ๑ ได้ใช้โอกาสและใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีในการปฏิบัติราชการร่วมตรวจงานกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพูดกับนายยุทธนาเรื่องตำแหน่งหน้าที่ของนายยุทธนา ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีอำนาจในตำแหน่ง สามารถให้คุณให้โทษแก่นายยุทธนาได้ และได้พูดถึงงบประมาณที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับจำนวน ๑๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอ้างว่า นายรักเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อสู้มาได้ และขอความร่วมมือให้นายยุทธนา จัดงบประมาณดังกล่าวซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ที่เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งมีราคาแพงกว่ายาและเวชภัณฑ์ปกติทั่วไปในประเภทและชนิดเดียวกันหลายเท่า การกระทำของ จำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจและจูงใจเพื่อให้นายยุทธนามอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินและประโยชน์อันคำนวณเป็นเงินได้แก่จำเลยทั้งสอง และบริษัท บางกอกดรัก จำกัด และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายยุทธนา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช และกระทรวงสาธารณสุข และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยทั้งสอง และบริษัท บางกอกดรัก จำกัด การข่มขืนใจและจูงใจของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว นายยุทธนารับปากว่าจะตรวจสอบดูก่อน แต่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเรื่องการทุจริตจัดซื้อยาของกระทรวงสาธารณสุข จึงไม่มีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ตามที่จำเลยที่ ๑ ระบุให้ซื้อ จำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ ๒ ได้แสดงตนต่อนายเจริญ บุญชัย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี แนะนำตนเองว่าเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข และได้มอบนามบัตรของนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข และนามบัตรของจำเลยที่ ๑ ให้แก่นายเจริญเพื่อแสดงว่า รู้จักกับจำเลยที่ ๑ และนายรักเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าตนเองเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสมคบกับจำเลยที่ ๑ ร่วมกันกระทำผิด โดยข่มขืนใจ และ จูงใจเพื่อให้นายเจริญ มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่จำเลยทั้งสองและผู้อื่น กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ พูดกับนายเจริญ เรื่องงบประมาณ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับจัดสรรว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้จัดหามาให้ และขอเงินสวัสดิการให้กับ ผู้ใหญ่ซึ่งนายเจริญเข้าใจว่า หมายถึงนายรักเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นเงิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ได้รับ โดยจะขอเป็นเงินสดหรือมิฉะนั้นให้จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ซึ่งมีราคาแพงกว่าปกติมาก โดยบริษัทบางกอกดรัก จำกัด จะจัดการหักเปอร์เซ็นต์ให้ผู้ใหญ่ไว้เอง การกระทำของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว เป็นการฉวยโอกาสในการที่จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ราชการร่วมตรวจราชการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แสดงนามบัตรของจำเลยที่ ๑ เป็นการอ้างถึงอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ ๑ เป็นการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ โดยการแบ่งหน้าที่กันทำในการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ และจูงใจ เพื่อให้นายเจริญมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อันคำนวณเป็นเงินได้แก่จำเลย ทั้งสอง และบริษัทบางกอกดรัก จำกัด และร่วมกระทำผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายเจริญ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระทรวงสาธารณสุข และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยทั้งสอง และบริษัทบางกอกดรัก จำกัด แต่เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต การข่มขืนใจและจูงใจของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว เป็นเหตุให้นายเจริญร่วมกับนางอุทุมพร กำภู ณ อยุธยา ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดสรรเงินจำนวนหนึ่ง โดยรวบรวมจากโรงพยาบาลชุมชนเพื่อมอบให้จำเลยทั้งสอง และนายเจริญได้พบกับตัวแทนขายยาของบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสองส่งมาพบและตกลงจะซื้อยาตามที่ตัวแทนดังกล่าวเสนอบางรายการ แต่ไม่ได้ส่งเงิน ที่รวบรวมได้ให้จำเลยทั้งสอง และไม่ได้ซื้อยาจากบริษัทบางกอกดรัก จำกัด เพราะปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เรื่องการทุจริต จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขขึ้นเสียก่อน เหตุเกิดที่ โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายวิเชียร แก่นพลอย นายยุทธนา ศิลปรัสมี และนายเจริญ บุญชัย ผู้เสียหายได้กล่าวโทษจำเลยทั้งสอง โดยยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ต่อมาคณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้ง ข้อกล่าวหาให้จำเลยที่ ๒ ทราบ และเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และแจ้งข้อกล่าวหาให้ จำเลยที่ ๑ ทราบ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองได้ชี้แจงข้อกล่าวหาแล้ว คดีนี้ โจทก์มี นายวิเชียร แก่นพลอย นายยุทธนา ศิลปรัสมี และนายเจริญ บุญชัย เป็นประจักษ์พยานยืนยันการกระทำผิดของจำเลยทั้งสอง ทั้งยังมีพยานบุคคลเป็นพยานแวดล้อมกรณี สัมพันธ์ต่อเนื่องกับประจักษ์พยานดังกล่าว และพยานเอกสารต่าง ๆ อันจะพิสูจน์ความผิดจำเลยทั้งสองได้อย่างชัดแจ้ง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๑๕๗, ๘๖, ๙๐
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ทางไต่สวนพยานหลักฐานจากการพิจารณาและรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายวิเชียร แก่นพลอย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา นายยุทธนา ศิลปรัสมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหานายจิรายุ จรัสเสถียร จำเลยที่ ๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามหนังสือร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา เอกสารหมาย จ.๒ แผ่นที่ ๒๔๒ ถึงแผ่นที่ ๒๕๓ และแผ่นที่ ๓๐๗ ถึงแผ่นที่ ๓๒๓ และนายเจริญ บุญชัย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหานายณรงศักดิ์ เฮงไชยศรี จำเลยที่ ๒ ว่าร่วมกับ ข้าราชการการเมืองกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ตามหนังสือร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา เอกสารหมาย จ.๒ แผ่นที่ ๑๙๙ ถึงแผ่นที่ ๒๐๑ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามเสนอของสำนักงบประมาณ จัดสรรเงินงบประมาณเพิ่มเติมในปีงบประมาณ ๒๕๔๑ ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขจำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจัดสรรให้แก่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปจำนวน ๕๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจัดสรรให้แก่โรงพยาบาลชุมชนจำนวน ๘๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าเวชภัณฑ์ในหมวดค่าตอบแทนใช้สอยและพัสดุ ในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ได้รับเงินงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน ๑๗,๑๖๗,๐๐๐ บาท สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับเงินงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน ๑๙,๕๒๑,๐๐๐ บาท สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับเงินงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน ๑๖,๑๙๙,๐๐๐ บาท หลังจากได้รับแจ้งการจัดสรรงบประมาณแล้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั้ง ๓ จังหวัด ได้จัดสรรแบ่งเงินงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลชุมชนในสังกัดไปบริหารเอง โดยมีเงินเหลืออยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพียงบางส่วน ต่อมาระหว่างวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ไปตรวจราชการที่จังหวัดสงขลา โดยนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นผู้ทำหนังสือ ขออนุมัติให้ตนเองพร้อมด้วย นายไพรัช นุชิต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและจำเลยที่ ๑ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดสงขลาด้วย ซึ่งก็ได้รับอนุมัติจากนายรักเกียรติ ต่อจากนั้นได้มีการจัดส่งกำหนดการให้สำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดสงขลาและผู้เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้า ในตอนเย็นของวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑ มีหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน้าห้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโทรศัพท์ถึงนายยุทธนา แจ้งให้ไปพบนายรักเกียรติที่โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และในตอนเช้าของวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ก็มีหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน้าห้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขโทรศัพท์ถึงนายเจริญ แจ้งให้ไปพบนายรักเกียรติที่โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ ในตอนเย็นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ด้วยเช่นกัน ครั้นถึงวันไปตรวจราชการปรากฏว่านายปรีชา และนายไพรัชไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย การตรวจราชการเริ่มจากในช่วงเช้าได้ไปตรวจเยี่ยมที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อยและ ในช่วงบ่ายไปตรวจเยี่ยมที่โรงพยาบาลจะนะ หลังจากนั้นได้กลับเข้าที่พักที่โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ เมื่อนายรักเกียรติ เดินทางกลับไปถึงโรงแรมที่พัก นายวิเชียร นายเจริญ และนายสุรศักดิ์ มณี ที่ปรึกษานายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ได้ขึ้นไปส่งนายรักเกียรติที่ห้องพัก และได้ร่วมพูดคุยกับนายรักเกียรติในห้องพัก เมื่อนายวิเชียรกลับออกมาจากห้องพักของนายรักเกียรติได้ลงไปที่ชั้นล่างของโรงแรม จำเลยที่ ๑ ได้เชิญนายวิเชียรไปที่ห้องพักของจำเลยที่ ๑ แล้วพูดขอให้ช่วยซื้อยาและเวชภัณฑ์จาก บริษัทพรรคพวก จากเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรเพิ่มเติมซึ่งนายวิเชียรรับว่าจะช่วยเหลือ ส่วนนายเจริญเมื่อกลับออกมาจากห้องพักของนายรักเกียรติ ได้พูดคุยกับนายอรุณ บุญมาก และพวกที่ชั้นล่างของโรงแรม ขณะนั้นได้มีชายคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาในชั้นอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ความว่าชื่อ นายณรงศักดิ์ เฮงไชยศรี จำเลยที่ ๒ เข้ามาแนะนำตัวว่าเป็นเลขานุการรัฐมนตรี พร้อมกับได้มอบนามบัตรให้แก่นายเจริญ ๒ ใบ เป็นนามบัตรของนายปรีชา และของจำเลยที่ ๑ แล้วเชิญนายเจริญไปพูดคุยกันที่ห้องพัก โดยชายดังกล่าวพูดว่าเงินงบประมาณที่ได้รับเพิ่มเติมจำนวน ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษนั้น เดิมจะนำไปใช้สร้างสนามบิน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แปรญัตติกลับมาให้กระทรวงสาธารณสุข จึงขอเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ใหญ่จำนวนร้อยละ ๑๕ ของเงินงบประมาณ โดยขอเป็นเงินสด แต่นายเจริญบอกว่าได้จัดสรรเงินงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลชุมชนไปหมดแล้ว ชายดังกล่าวจึงได้เสนอแนะให้จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทบางกอกดรัก จำกัด แล้วทางบริษัทจะหักเปอร์เซ็นต์ในส่วนที่จ่ายให้แก่ผู้ใหญ่ไว้เอง ซึ่งนายเจริญก็รับว่าจะนำไปหารือกับโรงพยาบาลชุมชน ในตอนเย็นของวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ นั้นเอง นายยุทธนากับพวกได้เดินทางไปที่ โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ เพื่อร่วมงานเลี้ยงต้อนรับรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ ๑ และ ได้พบกับจำเลยที่ ๑ ที่ชั้นล่างของโรงแรม โดยจำเลยที่ ๑ ได้มอบนามบัตรให้แก่นายยุทธนา จำนวน ๒ ใบ เป็นนามบัตรของนายปรีชาและของจำเลยที่ ๑ แล้วเชิญนายยุทธนาไปพูดคุยกันที่ห้องพัก จำเลยที่ ๑ ได้บอกแก่นายยุทธนาว่าเงินงบประมาณที่ได้รับเป็นงบประมาณที่รัฐมนตรีไปต่อสู้ เอากลับคืนมา นายรักเกียรติขอความร่วมมือให้ซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทในเครือด้วย ซึ่งนายยุทธนาก็รับว่าจะกลับไปตรวจสอบดูก่อน เมื่อนายรักเกียรติและคณะกลับไปแล้ว ได้มีตัวแทนขายยาของบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ไปพบนายวิเชียรที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา แนะนำตัวว่าเป็นบริษัทที่จำเลยที่ ๑ ให้มาพบ และมอบบัญชีราคายาของบริษัทให้เพื่อให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาจัดซื้อ นายวิเชียรได้มอบหมายให้นายทวีเกียรติ เลาหะวลีสันต์ หัวหน้าเภสัชกรรม ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาไปดำเนินการ แต่เห็นว่ายามีราคาแพงเกินไปจึงไม่จัดซื้อ และตัวแทนขายยาของบริษัทบางกอกดรัก จำกัด ก็ได้ไปพบนายเจริญที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับมอบบัญชีรายการยาของบริษัทให้เช่นเดียวกัน สำหรับนายเจริญเมื่อกลับจากการเดินทาง ไปพบนายรักเกียรติที่โรงแรม เจ.บี. หาดใหญ่ แล้ว ได้เล่าเรื่องที่จำเลยที่ ๒ เรียกเงินให้นางอุทุมพร กำภู ณ อยุธยา ฟัง นางอุทุมพรได้หารือกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดและตกลงกันว่าให้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนต่าง ๆ รวบรวมเงินประมาณ ๑๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของเงินงบประมาณ เพื่อนำไปมอบให้ตามที่ถูกขอมา แต่จะไม่จัดซื้อยาจากบริษัทที่กำหนดมาให้ หลังจากนั้นได้มี การรวบรวมเงินได้บางส่วนเป็นเงิน ๕๑๖,๕๐๐ บาท และกำลังจะนำส่ง แต่ปรากฏว่า มีข่าวทาง สื่อมวลชนเรื่องการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขขึ้นเสียก่อน นางอุทุมพรจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนให้แก่โรงพยาบาลที่โอนเงินมาให้
พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามข้อโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ ประการแรกว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ อ้างว่า ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะเกิดเหตุไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ (๑) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ข้าราชการการเมือง ได้แก่บุคคลซึ่งรับราชการในตำแหน่งดังต่อไปนี้ (๑) นายกรัฐมนตรี (๒) รองนายกรัฐมนตรี (๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (๔) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (๕) รัฐมนตรีว่าการทบวง (๖) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง (๗) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง (๘) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (๙) ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (๑๐) ที่ปรึกษารัฐมนตรี (๑๑) ... " และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามมาตรา ๔ (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) (๑๔) (๑๕) (๑๖) และที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลซึ่งเห็นสมควรตามเหตุผล ในทางการเมือง..." และมาตรา ๘ วรรคสอง บัญญัติว่า "การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามมาตรา ๔ (๑๗) (๑๘) (๑๙) (๒๐) และที่ปรึกษารัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลซึ่งเห็นสมควรตามเหตุผลในทางการเมือง..." ดังนั้น ข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง จึงหมายถึงตำแหน่งที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๔ (๔) ส่วนข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี ตามมาตรา ๘ วรรคสอง หมายถึงตำแหน่ง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีอื่น ตามมาตรา ๔ (๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (๕) รัฐมนตรีว่าการทบวง (๖) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และ (๗) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง จึงเป็นข้าราชการการเมืองตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ การที่นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งกระทรวง สาธารณสุขที่ ๑๐๘๖/๒๕๔๐ แต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ( นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์) ตามเอกสารหมาย จ. ๓ แผ่นที่ ๒๙ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการแต่งตั้งจำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการการเมืองตามนัยของพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า คดีมีมูลว่า จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ และมาตรา ๑๕๗ และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ แล้วอัยการสูงสุดนำคดีมาฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๑) (๒) ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามข้อโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ มีว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหาของผู้เสียหายทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ อ้างว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ขณะนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ป. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในขณะนั้นจึงรับเรื่องไว้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. ๒๕๑๘ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ป. สืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว มีมติชี้มูลความผิดของจำเลยที่ ๑ พร้อมกับให้ความเห็นว่าควรส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีทางอาญาต่อไป และแจ้งผลการพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองไปยังนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่งสำนวนการสืบสวนสอบสวนให้พนักงานสอบสวนกองกำกับการ ๑ กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจรับสำนวนไปทำการสอบสวน และพนักงานสอบสวน ได้ทำการสอบสวนพยานและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จึงมิใช่กรณีที่เรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยที่ ๑ อยู่ระหว่างดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ป. ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการต่อไปได้ ตามมาตรา ๑๒๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ป. พิจารณาเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยที่ ๑ เสร็จแล้ว และมีมติว่าจำเลยที่ ๑ ประพฤติมิชอบใน วงราชการ ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ความใน บทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา ๑๒๘ วรรคสอง บัญญัติไว้ อย่างชัดเจนว่า ให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงต้องสอบสวนแล้วสรุปสำนวนและความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ส่งไปให้พนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๔๐, ๑๔๑, ๑๔๒ หากพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะรับเรื่อง ดังกล่าวมาไต่สวนข้อเท็จจริง การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และส่งรายงานการไต่สวนให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นคดีนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อัยการสูงสุดจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา" และบัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ตาม มาตรา ๔๖ ว่า "คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลอื่นในวันที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปจนเสร็จและมิให้ถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลนี้" พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันถัดจากวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ จึงต้องห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองไว้พิจารณาพิพากษา เมื่อปรากฏว่าขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับ การดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง กระทำ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๙ (๑) แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่ได้มีการฟ้องคดี แต่อยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และยังมิได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อจำเลยที่ ๑ ศาลอื่นจึงไม่มีอำนาจรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษา ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ในมาตรา ๒๓ ว่าได้แก่ (๑) อัยการสูงสุด (๒) คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ โดยมาตรา ๑๐ บัญญัติให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ากรณีมีมูลที่จะดำเนินคดีตามมาตรา ๙ (๑) (๒) หรือ (๔) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว และส่งรายงานเอกสาร และพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นมาเพื่อให้ยื่นฟ้องคดีเท่านั้น จึงเห็นได้ว่านับแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับ คดีที่กล่าวหาว่าข้าราชการการเมืองกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ หากยังมิได้มีการฟ้องคดีแล้วย่อมไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลอื่น ได้อีกต่อไป อำนาจของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการที่จะดำเนินคดีนั้นต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงหมดไป โดยผลของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและนำคดีมาสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จะต้องมีผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ดังนั้น เมื่อนายวิเชียร แก่นพลอย และนายยุทธนา ศิลปรัสมี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็น ข้าราชการการเมืองในขณะเกิดเหตุคดีนี้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ตามมาตรา ๖๙ ประกอบมาตรา ๑๙ (๒) และมาตรา ๔๓ (๒) แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าว และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาของผู้เสียหายดังกล่าว เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ มีมูลความผิดตามมาตรา ๖๖ และส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็น ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว อัยการสูงสุดย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองได้ ตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ จึงฟังไม่ขึ้น
|