ครั้งที่ 231
         สำหรับวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553
        
         “สังคมทุจริต”
        
         เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม ผมมีโอกาส “ได้ยิน” เสียงนายกรัฐมนตรีพูดถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในรายการข่าวภาคค่ำ ภายหลังการตรวจสอบ จึงได้ทราบว่าคำพูดดังกล่าวมาจากการที่นายกรัฐมนตรีได้พูดออกรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายก ฯ อภิสิทธิ์” ในตอนเช้าของวันที่ 24 มกราคมนั่นเอง ผมจึงได้ขวนขวายไปหาเอกสารที่เป็นการถอดเทปรายการดังกล่าวมาอ่าน เพราะอยากทราบว่านายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นว่าอย่างไรและจะ “เกี่ยวโยง” ไปกับการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ตามความคิดของผม” หรือไม่ ครับ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านเอกสารถอดเทปรายการดังกล่าวแล้วก็รู้สึก “ไม่มีอะไรใหม่” ที่เกิดขึ้นจากคำพูดของนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นอย่างสั้น ๆ (ข่าวภาคค่ำเอามานำเสนอเฉพาะคำพูดในช่วงดังกล่าวจึงทำให้ผมเข้าใจผิดคิดว่านายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งรายการ) ว่า “… ผมก็ยังยืนยันให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนนะครับว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ถ้าหากว่ามีขึ้นในหน่วยงานใด อย่างไรนั้น ขอความกรุณานะครับ ท่านมีเบาะแส ขอให้แจ้งมาครับ เราจะตรวจสอบทุกเรื่องอย่างจริงจังนะครับ โดยมีมาตรฐานในเรื่องของความรับผิดชอบที่มีความชัดเจน ที่จริงก็ต้องบอกให้ฟังนะครับว่า ผมเองก็ได้รับเรื่องที่เป็นเรื่องร้องเรียน อาจจะเป็นทางผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บ้าง จดหมายธรรมดาบ้าง หรือแม้กระทั่งทางเอสเอ็มเอส นะครับ เข้ามาบางครั้ง แจ้งถึงเบาะแสต่าง ๆ ก็ขอเรียนนะครับว่าทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นก็ดีหรือแม้กระทั่งการฝ่าฝืนกฎหมายนะครับ ในเรื่องของยาเสพติดสถานบริการต่าง ๆ นั้น ทุกเรื่องที่ส่งมานั้นเนี่ย ผมดำเนินการส่งให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลบริหารจัดการอย่างดีที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนด้วย โดยผมให้คำมั่นและยืนยันว่านี่คือสิ่งที่เป็นความตั้งใจของผมนะครับ ในการที่จะผลักดัน แก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น และการบังคับใช้กฎหมายครับ....”
        
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกล่าวข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่เป็นเรื่องที่เราต้องหาทางแก้ไขอย่างจริงจังเพราะการทุจริตคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่ “ฝังรากลึก” อยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานแล้วและก็เป็นปัญหาที่ไม่มีใครสามารถแก้ไขได้ หากไม่นับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 การทุจริตคอรัปชั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทหารนำมาใช้เป็นข้ออ้างที่สำคัญข้ออ้างหนึ่งในการปฏิวัติรัฐประหาร ใครไม่เชื่อก็ลองไปหาเอกสารประเภท “แถลงการณ์” ฉบับแรกของคณะปฏิวัติรัฐประหารดูก็ได้ครับ แต่เมื่อปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จแล้วก็ไม่เคยเห็นมีใครที่พยายามแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจังเสียที ที่พอมองเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและ “ดูดี” ก็คือในปี พ.ศ. 2535 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ขึ้นมาเพื่อ “จัดระบบ” การให้สัมปทานและการให้เอกชนเข้ามาร่วมทำกิจการกับรัฐโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น แต่ในการรัฐประหารครั้งต่อมาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ไม่ปรากฏว่าทั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้วางมาตรการใด ๆ ที่มีผลระยะยาวเป็นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทย มากไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานกลับปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้ซึ่งคณะรัฐประหารได้เชิญให้มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุที่ว่าเป็น “คนดี” และ “สะอาด” กลับ “เป็นเสียเอง” ด้วยกรณีที่ดินเขายายเที่ยง ซึ่งในวันนี้เป็นประเด็นร้อนของสังคมไทยและเป็นประเด็นที่สร้าง “ตราบาป” ให้กับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มากขึ้นไปอีก เพราะการรัฐประหารครั้งนั้นมีเหตุผลที่ปรากฎอยู่ในแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะรัฐประหารประการหนึ่งเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) ว่า “…ประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง…” เมื่อเกิดกรณีเขายายเที่ยงขึ้น กรณีดังกล่าวน่าจะสามารถนำมาเทียบเคียงกับสุภาษิตโบราณของไทยได้คือ “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” ครับ!!!
         การแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เป็นรูปธรรมที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็คือ การกำหนดกลไกและมาตรการเพื่อป้องกัน และตรวจสอบ และจัดการ กับการทุจริตคอรัปชั่นเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 แต่ก็อย่างที่ทราบกันนะครับว่า จุดอ่อนที่สำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ก็คือการกำหนดให้วุฒิสภามีหน้าที่ “สรรหา” บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น เมื่อใดที่มีผู้ที่สามารถ “ครอบงำ” วุฒิสภาได้ ผู้นั้นก็จะเข้าไป“ครอบงำ” องค์กรตรวจสอบได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ในช่วงเวลาหนึ่งระบบการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของไทยจึงล่มสลายลง เมื่อเกิดการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ก็มีอันต้องจบสิ้นลงอย่างน่าเวทนา ไม่คุ้มค่ากับการจัดทำที่ผ่านกระบวนการซึ่ง “สวยงาม” อย่างมากในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง และต่อมาแม้เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 แต่กลไกในการ “ต่อสู้” กับการทุจริตคอรัปชั่นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมที่ได้บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เท่าไรนัก เมื่อมีรัฐบาลใหม่ กลิ่นอายของการทุจริตคอรัปชั่นจึงกลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง
         นับแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลาปีเศษ เราได้ยินข่าวการทุจริตคอรัปชั่นบ่อยครั้ง จริงอยู่ที่แม้จะไม่ “มาก” เท่ารัฐบาลก่อน แต่สิ่งที่เราได้ยินมานั้นก็เป็นสิ่งที่ “ไม่ควรเกิดขึ้นเลย” ในรัฐบาลนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และรัฐบาลชุดปัจจุบันต่างก็แสดงอาการออกนอกหน้าว่า “รังเกียจ” การทุจริตคอรัปชั่น และนอกจากนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินไปอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้ก็เป็นสิ่งที่ล้วนแล้วแต่มุ่ง “จัดการ” กับการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนั้น ในเมื่อบรรยากาศในบ้านเมืองกำลังอยู่ในระหว่างการ “จัดการ” กับการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลที่ผ่านมา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีนักการเมืองผู้ใดในรัฐบาลนี้กระโดดลงมาสู่การทุจริตคอรัปชั่นครับ แต่เท่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นกรณีปลากระป๋องเน่า โครงการชุมชนพอเพียงและล่าสุดกรณีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ “ไม่มีคำตอบ” ให้กับสังคมเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อมีกรณีกล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาลาออกไป ก็มีเสียงชื่นชมยินดีกันเสียยกใหญ่ว่าผู้นั้นมี spirit เป็นนักการเมืองที่ดีที่ควรเป็นตัวอย่างสำหรับนักการเมืองรุ่นต่อ ๆ ไป จากนั้น ข่าวก็เงียบไปสำหรับบางคน แต่สำหรับบางคนที่เป็น “ขาใหญ่” ก็ถูกแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งอื่นที่ไม่ด้อยกว่าตำแหน่งเดิม ส่วนการดำเนินการของรัฐในเรื่องดังกล่าวก็ไม่ปรากฏเป็นข่าวให้ประชาชนทราบว่า มีการดำเนินการไปถึงไหน อย่างไร ผมว่า การดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องการจัดการกับปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลนี้น่าจะเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องนำมารายงานให้ประชาชนทราบทุกเช้าวันอาทิตย์ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ด้วยนะครับ!!!
         ด้วยเหตุนี้เอง เมื่ออ่านถึงที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ดังกล่าวไปแล้วข้างต้น ผมจึงไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคน ทุกยุค พูดและพูดเพื่อให้ภาพออกมาดี แต่การกระทำต่างหากที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า คำพูดเหล่านั้นมี “น้ำหนัก” เพียงพอหรือไม่สำหรับประชาชนคนไทยที่เป็นผู้เสียภาษีอากรครับ
         ที่น่าจะดีกว่าพูดก็คือทำ และที่จะทำได้ก็คือ ต้องปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นใหม่โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็หมายความว่า ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ “วางระบบ” การแก้ไขการทุจริตคอรัปชั่นเสียใหม่ให้ดีกว่าเดิมครับ
         แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นกลับไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริต สถานการณ์ปัจจุบันในขณะเขียนบทบรรณาธิการนี้ก็คือ พรรคร่วมรัฐบาลเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 เพียง 2 ประเด็น คือ เปลี่ยนกติกาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์กลับไปเป็นแบบเขตเล็กเรียงเบอร์ที่เคยใช้มาในอดีตรวมทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ด้วย กับอีกประเด็นคือ การทำสนธิสัญญาตามมาตรา 190 ที่ต้องการให้รัฐบาลทำได้ “ง่าย” ขึ้น ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวครับ
         ผมคงไม่กล่าวถึงการที่ประชาชนอย่างเรา ๆ จะได้อะไรบ้างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นข้างต้น แต่อยากจะขอกล่าวถึงปัญหาของการทุจริตคอรัปชั่นซึ่งเบ่งบานอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าในวันนี้ สังคมของเราเป็น “สังคมทุจริต” ไปเสียแล้ว ไปไหนมาไหนก็ได้ยินเสียงเล่าลือกันไปทั่วว่ามีแต่การทุจริต จริงหรือเท็จอย่างไรผมไม่ทราบ แต่เพื่อเป็นการป้องกัน ผมคิดว่ารัฐบาลควรต้องทำอะไรบางอย่างกับเรื่องดังกล่าว หากรัฐบาลไม่รีบเร่งดำเนินการอย่างเข้มงวดกับปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เมื่อใดที่ “ฝ่ายค้าน” ปัจจุบันขึ้นมาเป็นรัฐบาลหรือเมื่อใดที่เกิดการ “รัฐประหาร” ขึ้นอีก รัฐบาลนี้คงมีสภาพไม่แตกต่างไปเท่าไรจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะต้องถูก “ตรวจสอบ” และ “หาทาง” เอาผิดให้ได้ครับ ก็ต้องระวังกันไว้ด้วยสำหรับเรื่อง “ส่วนตัว” ประเภทนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนเรื่องที่เป็นเรื่อง “ส่วนรวม” ก็คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า หน้าที่ของนักการเมืองและข้าราชการก็คือการบริหารราชการแผ่นดินโดยมีค่าตอบแทนที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ถ้าอยากได้มากกว่านั้นก็ต้องไปหาเองทางอื่น เช่น หางานพิเศษทำนอกเวลาราชการ ไม่ใช่มาใช้ตำแหน่งหน้าที่หารายได้พิเศษเพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการ “ทรยศ” ทั้งต่อประชาชนผู้เสียภาษีอากรซึ่งเป็น “นายจ้าง” และต่อประเทศชาติด้วยครับ!!!
         เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศของความพยายามที่จะให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นในประเทศไทย ผมขอนำเสนอบทความของผมเรื่อง “กระบวนการที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดของประเทศฝรั่งเศส” ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วในบทบรรณาธิการครั้งก่อนๆว่า ในประเทศฝรั่งเศส เขาให้ “ใคร” มาเป็นผู้ศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ
         นอกจากบทความของผมแล้ว ในสัปดาห์นี้เรามีบทความอื่นมานำเสนออีก 2 บทความ บทความแรกเป็นบทความที่มีคนรออ่านกันมากของรองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนระดับแนวหน้าแห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เขียนเรื่อง “หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม” ส่วนบทความที่สองเป็นบทความที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่เขียนโดยนักกฎหมายมหาชนจากค่ายเดียวกันคือ อาจารย์ ธีระ สุธีวรากูร เรื่อง “สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง” ผมขอขอบคุณเจ้าของบทความทั้งสองไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
        
         พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ครับ
        
         ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
        
        

 
9 กุมภาพันธ์ 2553 14:01 น
บทความเรื่อง“กระบวนการที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดของประเทศฝรั่งเศส” โดย ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

บทความเรื่อง “หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์

บทความเรื่อง “สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง”โดย อาจารย์ ธีระ สุธีวรากูร
 
“60 ปี กฎหมายพื้นฐาน – 60 Jahre Grundgesetz”

ในปี ค.ศ. 2009 นี้ เป็นปีที่มีความพิเศษต่อประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี Bundesrepublik Deutschland(ประเทศเยอรมนี) เนื่องจากในปีนี้เป็นปีครบรอบเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลสำคัญสองประการต่อประเทศเยอรมนี นั่นคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับมาถึงปัจจุบันที่ถูกเรียกว่า Grundgesetz(กฎหมายพื้นฐาน) ที่ถูกประกาศใช้ในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 และนอกจากนั้นในวันดังกล่าวซึ่งเป็นวันที่กฎหมายพื้นฐานมีผลใช้บังคับยังถือกันว่าเป็นวันก่อตั้งประเทศเยอรมนีอีกด้วย ดังนั้นในปี ค.ศ. 2009 นี้จึงเป็นปีครบรอบ 60 ปีของกฎหมายพื้นฐาน และครบรอบ 60 ปีของประเทศเยอรมนี
เหตุที่ผู้เขียนมีความสนใจในส่วนของกฎหมายพื้นฐานนั้นก็เนื่องมาจากชื่อของกฎหมายพื้นฐาน เมื่อใดที่ชื่อของกฎหมายดังกล่าวคือ “กฎหมายพื้นฐาน” หรือ „Grundgesetz“ ผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของผู้เขียน ผู้เขียนก็มักจะนึกถึงภาพของกฎหมายที่เป็นพื้นฐานของบรรดากฎหมายทั้งหลายที่ออกมาใช้บังคับภายในประเทศเยอรมนี และหากจะนึกถึงภาพลำดับชั้นของกฎหมายที่เป็นรูปปิรามิดในกรณีของกฎหมายพื้นฐานนั้นจะอยู่ตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ปลายยอดของแท่งปิรามิดของกฎเกณฑ์ทั้งหลายแต่อย่างใด ในมุมมองของผู้เขียนนั้นกลับมองว่ากฎหมายพื้นฐาน มีลักษณะตรงตามความหมายของถ้อยคำอย่างแท้จริงคือ เป็นกฎหมายที่เป็นพื้นฐานของกฎเกณฑ์ทางกฎหมายอื่นๆ ภายในรัฐ(ประเทศเยอรมนี) โดยกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้บังคับนั้นจะต้องไม่เกิน ขัด หรือแย้งต่อกรอบของกฎหมายพื้นฐาน หาไม่แล้วกฎเกณฑ์ทางกฎหมายนั้นย่อมหลุด ตก หรือใช้บังคับไม่ได้แต่อย่างใด ดังนั้นตำแหน่งของกฎหมายพื้นฐาน คือตำแหน่งฐานของปิรามิดนั่นเอง
 
กระบวนการที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดของประเทศฝรั่งเศส

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของฝรั่งเศสนั้นประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 โดยในขณะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ เช่นสงครามกลางเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีสาระทั้งหมดเกี่ยวกับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและอำนาจรัฐ ในปัจจุบัน เมื่อได้อ่านรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ “ขาด” สิ่งสำคัญ ๆ ไปหลายสิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แม้ฝรั่งเศสจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปหลายครั้งในช่วงเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็เน้นไปในเรื่องการจัดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและอำนาจรัฐเช่นเดิม
หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ วรรคสองว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการบัญญัติคำว่า “หลักนิติธรรม” ไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามหากไปตรวจดูประวัติการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่าแต่เดิมในชั้นยกร่างนั้น ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกได้ใช้คำว่า “หลักนิติรัฐ” ไม่ใช่ “หลักนิติธรรม”ไม่ปรากฏเหตุผลในการจัดทำรัฐธรรมนูญว่า เหตุใดในเวลาต่อมา ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้เปลี่ยนแปลงคำว่า “หลักนิติรัฐ” เป็นคำว่า “หลักนิติธรรม” ไม่ปรากฏการอภิปรายว่าผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจหลักการทั้งสองว่าอย่างไร และโดยสรุปแล้วหลักการทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร(1) ยิ่งไปกว่านั้น หากไปสำรวจตรวจสอบบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน โดยอาศัยพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่ยอมรับนับถือกันเป็นสากลแล้ว จะพบว่าบทบัญญัติหลายมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวเลย
สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง

กรณีเขายายเที่ยงเป็นตัวสะท้อนระบบสองมาตรฐานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่อยู่ในสังคมไทยมาช้านาน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมาย ที่การทำผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตกับคนทั่วไปจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คือ เมื่อคนใหญ่โตทำผิดก็มักจะไม่ผิด หรือแม้จะผิดและต้องรับโทษแต่กระบวนการในการนำตัวมาลงโทษ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าคนธรรมดาสามัญ
ระบบสองมาตรฐานคืออะไร พูดกันโดยภาษาชาวบ้าน ก็คือระบบที่จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันให้แตกต่างกันออกไป ตามหลักมาตรฐานเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่เหมือนกันต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่หลักสองมาตรฐานเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติไม่ให้เหมือนกัน และที่มากไปกว่าปัญหาเขายายเที่ยงคือ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาในทางโครงสร้างของกฎหมายด้วย
ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย ก็อย่างเช่น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ต้องเข้าใจว่ากฎหมายที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัตินั้น ไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ตลอด แต่โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มีกฎหมายประเภทหนึ่งคือประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค.จะไม่สามารถถูกตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้
 
 
บทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
สถานการณ์การเมืองไทยดูเหมือนจะ ไร้ทางออกเข้าไปทุกที นักการเมืองเปิดสภาพูดคุยกัน ก็ดูจะเป็นสงครามปะทะน้ำลายมากกว่าการช่วยกันคิดแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน พันธมิตรฯก็ดื้อแพ่ง ยังคงปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ สหภาพรัฐวิสาหกิจก็ขู่จะปิดน้ำ ปิดไฟ พนักงาน คนขับรถเมล์บางส่วน ก็จะหยุดงานเพื่อไปร่วมชุมนุมไล่รัฐบาล
ซ้ำร้ายม็อบยังขู่ปิดสนามบินอีกครั้ง ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีก็ประกาศ ไม่ยอมลาออก ไม่ยุบสภา
ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองขยับไม่ได้เช่นนี้ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักกฎหมายมหาชน จุฬาฯ ฉายภาพสังคมไทยกับประชาชาติธุรกิจว่า...
"...เท่าที่ผมมีโอกาสได้ฟังและดูการประชุมสภา (31 ส.ค.) ผมรู้สึกว่าไม่ใช่การพูดคุยกันเพื่อหาทางออก เพราะต่างฝ่ายต่างพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด พันธมิตรฯก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร รัฐบาลก็ดูเหมือนจะเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป เพราะนายกฯก็ยังแข็งกร้าวแบบเดิม การประชุมก็เลยเสียเวลาเปล่า แต่สิ่งที่อาจจะได้บ้างก็คือ เราได้มองเห็นปัญหา แต่ก็เป็นปัญหาที่เราเห็นและรู้กันอยู่แล้ว"
 
ครั้งที่ 13 กฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
การควบคุมฝ่ายปกครองนอกจากจะทำได้โดยองค์กรภายในฝ่ายปกครองดังที่ได้กล่าวไปแล้ว องค์กรตุลาการเองก็อาจเข้ามามีบทบาทในการควบคุมฝ่ายปกครองได้ มีเหตุผลที่สนับสนุนว่าระบบการควบคุมฝ่ายปกครองโดยองค์กรตุลาการสามารถเป็นหลักประกันให้แก่ประชาชนได้ดีกว่าระบบการควบคุมฝ่ายปกครองโดยองค์กรทางการเมืองหรือองค์กรภายในฝ่ายปกครอง ดังนี้คือ(1)
ก. ศาลหรือองค์กรตุลาการมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ มีหลักประกันความเป็นอิสระของศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยคดีโดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น
ข. เมื่อราษฎรได้ยื่นคำฟ้องอย่างถูกต้อง ศาลมีหน้าที่ต้องพิจารณาและพิพากษาคดีเสมอ จะปฏิเสธไม่พิจารณาพิพากษาคดีไม่ได้ ดังนั้นราษฎรจึงได้รับหลักประกันว่าทุกข์หรือความเดือดร้อนของตนหากมีอยู่จริง จะได้รับการขจัดปัดเป่าภายในเวลาอันสมควร หลักประกันข้อนี้ไม่อาจพบได้ในการควบคุมระบบอื่น
ค. วิธีพิจารณาคดีของศาลเป็นไปอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้สาธารณะชนเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ และเปิดโอกาสให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานต่าง ๆ มาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนและหักล้างข้ออ้างของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเต็มที่
ง. ศาลต้องให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาของตนเสมอ การบังคับให้ศาลต้องแสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุผลในการวินิจฉัยข้อพิพาทไปในทางใดทางหนึ่งให้ปรากฏแก่คู่ความและสาธารณชนโดยทั่วไปเช่นนี้ย่อมเป็นหลักประกันแก่เอกชนว่าศาลจะไม่พิพากษาคดีตามอำเภอใจได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
บทความและสาระ
บทความจากคณาจารย์และนักวิชาการ ในสาขากฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ กฎหมายมหาชนทางสิ่งแวดล้อม และกฎหมายมหาชนสาขาอื่นๆ
นานาสาระ
บทความจากนักศึกษาไทยในต่างแดน
ห้องสมุดกฎหมายมหาชน
รวมตัวบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติด้านกฎหมายมหาชนต่างๆ กฎหมายปกครอง กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และกฎหมายมหาชนทางสิ่งแวดล้อม
รวมคำวินิจฉัย
รวมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลปกครอง และผลงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ที่มีผลกระทบ และเป็นการวางหลักกฎหมายมหาชน
มุมค้นคว้า
ข้อมูลบรรณานุกรมของหนังสือ วารสาร และวิทยานิพนธ์ในสาขากฎหมายมหาชนทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งผลงานของนักวิชาการในสาขากฎหมายมหาชน
คำศัพท์
รวมคำศัพท์กฎหมายมหาชน ภาษาฝรั่งเศส - ไทย กว่า 3,000 คำ

หนังสือ ตำรา วารสาร
เวทีทรรศนะ และ คำถามคำตอบในสาขากฎหมายมหาชน

สัมภาษณ์
บทสัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชนผู้มีชื่อเสียงในแต่ละสาขา

ลิ้งค์กฎหมาย
รวมจุดเชื่อมโยงไปยังแหล่งศึกษาค้นคว้าอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ

 
ประชาสัมพันธ์หนังสือของสถาบันพระปกเกล้า
การขอรับหนังสือรวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net เล่ม 7 และเล่ม 8
ร่วมลงชื่อเพื่อเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย "พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ...."
ประชาสัมพันธ์หนังสือของสถาบันพระปกเกล้า
การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551เรื่อง “การเมืองและวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม”
   
ข่าวจากสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย

กฎหมายปกครอง
ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนวิชากฎหมายปกครองมาเป็นเวลานาน และได้สร้างสรรค์ตำราทางด้านกฎหมายปกครองมาแล้วหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น หลักกฎหมายปกครองเกี่ยวกับบริการสาธารณะ สัญญาทางปกครอง หลักพื้นฐานกฎหมายปกครองฝรั่งเศส และการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) แต่ยังมีได้เรียงเรียงตำรากฎหมายปกครองทั่วไป หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลงานทางวิชาการเล่มล่าสุด ที่นับเป็น “ตำรากฎหมายปกครองเต็มรูปแบบ” ที่วงการกฎหมายมหาชนไทยรอคอย
 
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ศ. ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
ศ. ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์
ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์
ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
ศ. ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์
รศ.ดร. โภคิน พลกุล
รศ. ดร. วรพจน์ วิศรุตพิชญ์
รศ.ดร. กมลชัย รัตนสกาววงศ์
รศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ

 

รัฐธรรมนูญมาตรา 268 (ผลผูกพันของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง)
ความแตกต่างระหว่างองค์กรชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลของไทยและฝรั่งเศส
การอายัดเงินประกันค่าก่อสร้าง
การไปเรียนกฎหมายมหาชนที่ประเทศฝรั่งเศส
"สภารัฐธรรมนูญ" ของประเทศฝรั่งเศส
การมีคำสั่งทางปกครองโดยมีเงื่อนไข

 

www.pub-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง webmaster@pub-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt) ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.pub-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

บทความที่ได้ลงเผยแพร่ใน www.pub-law.netเป็นบทความที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ซึ่งประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , ดร. เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 
จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2544

4165224

ลงนามผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บ
.... e-mail สู่ pub-law.net

copyright © 2004-2010 pub-law.net . All Right Reserved.