ด่วน อ่าน "ปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับสถานะของกฎหมายมหาชนในบริบทของวิกฤตทางการเมืองไทยในปัจจุบัน" โดย ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์ ที่นี่


ครั้งที่ 190
         สำหรับวันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2551
         (เผยแพร่ตั้งแต่วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2551)
        
         “การกระทำทางรัฐบาล”
        

         สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ความวุ่นวายทางการเมืองในบ้านเราก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและก็ยังมีเรื่องต่างๆเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้ความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น ทางออกที่มีอยู่น้อยเต็มทีสำหรับปัญหาการเมืองก็ยิ่งน้อยลงไปอีกครับ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ผิดบ้างถูกบ้างก็ต้องค่อยๆแก้กันไปครับ
         เรื่องปราสาทพระวิหารกลายมาเป็น “เรื่องใหญ่” ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ส่งผลหลายประการตามมา เริ่มจากการที่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งไปฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองเพิกถอนแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เพิกถอนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมต่อประเทศกัมพูชาและองค์การยูเนสโก ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2550 หรือไม่ เช่นเดียวที่สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นในประเด็นมาตรา 190 เช่นกัน
         ในการฟ้องศาลปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางก็ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีดำเนินการใดๆในเรื่องที่ถูกฟ้องคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งก็หมายความว่ามติของคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบในแถลงการณ์ร่วม และแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยัง “ใช้บังคับไม่ได้” จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว
         เมื่อผมได้อ่านคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวแล้วก็มีความคิดว่า ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนคนหนึ่งคงจะหลีกเลี่ยงลำบากที่จะไม่ “กล่าวถึง” คำสั่งดังกล่าวเพราะอย่างน้อยคำสั่งดังกล่าวก็ก่อให้เกิดประเด็นทางวิชาการที่ดีที่จะได้ทำการศึกษาค้นคว้ากันอย่างละเอียดต่อไปในอนาคต ดังนั้น บทบรรณาธิการครั้งนี้ผมจึงขอพูดถึงสิ่งที่เรียกกันว่า “การกระทำทางรัฐบาล” อันเป็นสิ่งที่ผมอยากพูดอยากเขียนมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสดีเช่นครั้งนี้ครับ ผมขอชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับว่า บทบรรณาธิการทุกครั้งไม่มีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เป็นการเสนอความเห็นทางวิชาการอย่างอิสระโดยนักวิชาการคนหนึ่งครับ
         เพื่อจะเข้าสู่สิ่งที่เราเรียกกันในภาษาวิชาการว่า “การกระทำทางรัฐบาล” คงต้องเริ่มต้นจากการพูดถึงอำนาจหน้าที่ของ “คณะรัฐมนตรี” ก่อน คณะรัฐมนตรีมีสองสถานะคือ สถานะที่เป็นฝ่ายบริหาร และ สถานะที่เป็นฝ่ายปกครอง ในสถานะที่เป็นฝ่ายบริหารนั้น คณะรัฐมนตรีจะทำงานในลักษณะที่เป็นองค์กรกลุ่มคือทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ในสถานะที่เป็นฝ่ายปกครองนั้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละคนจะทำงานหรือบริหารงานในลักษณะตัวบุคคลคือต่างคนต่างก็มีกระทรวงที่ตนเองรับผิดชอบและทำงานดังกล่าวไปตามอำนาจหน้าที่ของตนที่มีอยู่ตามกฎหมาย การทำงานในสถานะที่เป็นฝ่ายบริหารนั้น คณะรัฐมนตรีจะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเพื่อเป็นแนวทางในดำเนินการต่อไป โดยมติคณะรัฐมนตรีมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆคือ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติราชการซึ่งมีลักษณะเป็นงานประจำ มติคณะรัฐมนตรีประเภทแรกนี้ในทางทฤษฎีแล้วจะต้องถูกควบคุมและตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาลปกครองและอยู่ภายใต้หลักว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ในขณะที่มติคณะรัฐมนตรีอีกประเภทหนึ่งคือมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินจะมีลักษณะเป็นงานนโยบาย มติคณะรัฐมนตรีประเภทหลังนี้ในทางทฤษฎีแล้วจะต้องถูกควบคุมและตรวจสอบทางการเมืองโดยรัฐสภาหรือโดยองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินจึงไม่มีสถานะทางกฎหมายเป็น กฎ ข้อบังคับ หรือกฎหมายแต่อย่างใด และมติคณะรัฐมนตรีประเภทนี้อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเมื่อไรก็ได้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์ สรุปง่ายๆก็คือมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองประเภทมีสถานะที่แตกต่างกัน มติคณะรัฐมนตรีประเภทแรกซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกำหนดระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติราชการซึ่งมีลักษณะเป็นงานประจำนั้น โดยทั่วไปแล้วคณะรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นๆ ดังนั้นผลที่เกิดจากการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีประเภทนี้จึงมีสถานะเป็น “การกระทำทางปกครอง” (acte administratif) ซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของศาลปกครอง ในขณะที่คณะรัฐมนตรีประเภทหลังซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยทั่วไปแล้วคณะรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผลที่เกิดจากการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีประเภทนี้จึงมีสถานะเป็น “การกระทำทางรัฐบาล” (acte de gouvernement) ซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภา หรือองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ
         ในทางทฤษฎี การกระทำทางรัฐบาลสามารถแบ่งแยกได้เป็นสองประเภทคือ เป็นการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภากับการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับต่างประเทศ
        
ลองมาดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสก่อนครับ ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสได้วินิจฉัยถึงการกระทำต่างๆของรัฐบาลว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาลมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น ในปี ค.ศ. 1930 วินิจฉัยว่าการปฏิเสธไม่เสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเป็นการกระทำทางรัฐบาล ค.ศ.1933 วินิจฉัยว่าการประกาศใช้บังคับกฎหมายล่าช้าเป็นการกระทำทางรัฐบาล ค.ศ.1989 วินิจฉัยว่าการยุบสภาเป็นการกระทำทางรัฐบาล ค.ศ. 1992 วินิจฉัยว่าการระงับการบังคับใช้สนธิสัญญาเป็นการกระทำรัฐบาล ค.ศ.1992 วินิจฉัยว่าการระงับความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นการกระทำทางรัฐบาล เป็นต้นซึ่งการกระทำทางรัฐบาลทั้งหมดที่กล่าวไปแล้วศาลปกครองฝรั่งเศสได้วินิจฉัยว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาวินิจฉัย ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ในเบื้องต้นว่า ในฝรั่งเศสศาลปกครองฝรั่งเศสเองเห็นว่าตนเองมีอำนาจเฉพาะการวินิจฉัย “การกระทำทางปกครอง” ส่วน “การกระทำทางรัฐบาล” นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภาครับ
         ในประเทศไทยเรานั้น เมื่อพิจารณาดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “การทำงาน” ของคณะรัฐมนตรีหลายฉบับก็ไม่พบว่ามีการ “แยก” การกระทำของรัฐบาลออกจากการกระทำทางปกครอง แม้กระทั่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 11 (2) ถึงอำนาจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณา “คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี” ก็ไม่มีการแยกประเภทของการกระทำของคณะรัฐมนตรีว่า การกระทำใดบ้างที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองที่จะพิจารณา ด้วยเหตุนี้เองที่มีการนำมติคณะรัฐมนตรีหลายประเภทเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองในเวลาต่อมาซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
         ทุกวันนี้ แนวความคิดเรื่อง “การกระทำทางรัฐบาล” ยังเป็นสิ่งที่พูดถึงและศึกษากันน้อยมาก เท่าที่ผมทราบเคยมีการให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้บ้าง เช่น ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ 40/2528 ว่า “ในระบบสภาแห่งรัฐ(Conseil d’Etat)จะมีอำนาจตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับงานประจำ ไม่ตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีเฉพาะในเรื่องที่มีลักษณะเป็นงานนโยบายเท่านั้น ทั้งนี้เพราะสถาบันรัฐสภาจะควบคุมงานนโยบายของคณะรัฐมนตรีตามวิถีของระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว”
         ต่อมาที่ผมเคยเห็นก็เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการกล่าวถึงการกระทำทางรัฐบาลไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ว่า “การยุบสภาเป็นการกระทำของรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหารเป็นผู้ถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์เพื่อทรงยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยแท้ที่กำหนดไว้ในระบบรัฐสภาเพื่อให้ฝ่ายบริหารถ่วงดุลหรือคานอำนาจกับฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติกับรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร จึงเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารอย่างแท้จริง ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบการใช้อำนาจโดยศาลซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายตุลาการ”
        
ล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น นับเป็น “เอกสารทางวิชาการ” ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ได้อธิบายถึงหลักว่าด้วยการกระทำทางรัฐบาลไว้เป็นอย่างดียิ่ง คำสั่งดังกล่าวน่าจะเป็น “ฝีมือ” ของรองศาสตราจารย์ ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ นักกฎหมายมหาชนแถวหน้าของประเทศไทย อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด และเป็นตุลาการเจ้าของสำนวนในเรื่องดังกล่าวด้วย ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่178/2550 ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า “มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ผู้แทนไปลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศถือเป็นการกระทำทางรัฐบาลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง” โดยในคำสั่งดังกล่าวได้ “อธิบาย” ถึง “การกระทำทางปกครอง” และ “การกระทำทางรัฐบาล” ไว้อย่างละเอียดสรุปความได้ว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ การกระทำไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเพื่อให้การดำเนินการทางปกครองตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดบรรลุผลถือได้ว่าคณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการใดๆไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภาหรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม คณะรัฐมนตรีหาได้กระทำในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ แต่กระทำในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
        
ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทยเกี่ยวกับ “แนวคิด” ในเรื่องการกระทำทางรัฐบาลครับ
         ย้อนกลับมาถึงคำสั่งศาลปกครองกลางที่ 984/2551 คดีปราสาทพระวิหารที่กำลัง “ร้อน” อยู่ในขณะนี้ ศาลปกครองเห็นว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาเรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อคณะรัฐมนตรีและการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมฯและเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีกระทำการในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง ดังที่ปรากฏในตอนหนึ่งของคำสั่งสรุปความได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมีอำนาจบริหารราชการในกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีจึงมีฐานะเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาซึ่งนอกจากศาลปกครองกลางจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วยังมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาไว้ในคราวเดียวกันด้วย
         ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อตั้งประเด็นทางวิชาการถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “การกระทำทางรัฐบาล” ว่าเป็นอย่างไรครับ เพราะเมื่อพิจารณาจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้น ศาลปกครองมอง “การกระทำ” เป็นหลัก โดยมองว่ามติคณะรัฐมนตรีที่เกิดจากการใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำทางรัฐบาลที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณา ในขณะที่คำสั่งศาลปกครองกลางที่ 984/2551 นั้น ศาลปกครองกลางมอง “องค์กร” เป็นหลัก โดยมองว่าการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
        
สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผมที่มีต่อเรื่องดังกล่าวนั้น คำสั่งของศาลปกครองทั้ง 2 คำสั่ง คือคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 กับคำสั่งศาลปกครองกลางที่ 984/2551 มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในแง่ของแนวคิดทฤษฎีและเหตุผลที่นำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาซึ่งก็ส่งผลทำให้คำสั่งทั้ง 2 ออกมาในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการกระทำทางรัฐบาลที่ปรากฏอยู่ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 เพราะการกระทำของคณะรัฐมนตรีนั้นมีทั้งการกระทำทางปกครองอันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ กับการกระทำทางรัฐบาลอันเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพราะหากเราไม่แยกการกระทำทางรัฐบาลออกจากการกระทำทางปกครองและมองว่าคณะรัฐมนตรีไม่ว่าจะใช้อำนาจจากแหล่งใดก็ตามถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและอยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของศาลปกครองแล้ว ในวันข้างหน้าหากมีผู้นำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองตลอดเวลา รัฐบาลก็คงไม่สามารถทำงานอะไรได้อย่างราบรื่น ซึ่งก็จะส่งผลตามมาอีกมากมายหลายประการจนทำให้ในที่สุดระบบการแบ่งแยกอำนาจซึ่งประสงค์จะให้อำนาจทั้ง 3 ถ่วงดุลซึ่งกันและกันก็จะกลายมาเป็นอำนาจหนึ่งอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่งไปในที่สุด และในวันนั้น คณะรัฐมนตรีจะบริหารประเทศต่อไปได้อย่างไรครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสำคัญของประเทศหรือเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หากศาลปกครองมีอำนาจที่จะเข้ามาตรวจสอบได้ ใครจะเป็นผู้ "บริหาร" ประเทศไทยที่แท้จริงกันแน่ครับ !
         ส่วนเรื่องคำสั่งของศาลปกครองทั้ง 2 กรณี ซึ่งมี “ประเด็น” คล้ายกันแต่ “ผล” ของคำสั่งกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น เป็นไปได้ไหมครับที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจะได้ “วางเกณฑ์” ในการพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 11(2) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองให้ชัดเจนว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีขอบเขตเช่นไร สมควรมีการแยกออกมา “การกระทำทางรัฐบาล” เช่นที่เคยปรากฏในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อให้คำสั่งหรือคำพิพากษาที่จะมีผลต่อไปในอนาคตเป็นไปในแนวทางเดียวกันครับ
        
         ในสัปดาห์นี้ เรามีบทความที่น่าสนใจมานำเสนอ 3 บทความด้วยกัน บทความแรกคือบทความเรื่อง "ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย" ของคุณชำนาญ จันทร์เรือง บทความที่สองเป็นบทความของคุณบุญเสริม นาคสาร แห่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง "หลักประชาธิปไตยของพรรคการเมืองไทย" และบทความสุดท้ายเป็นบทความของคุณชนินทร์ ติชาวัน เรื่อง "สิทธิเสรีภาพในสังคมไทย" ผมขอขอบคุณผู้เขียนบทความทั้งสามไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
        
         พบกันใหม่ วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2551 ครับ
         ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
        

 
5 กรกฎาคม 2551 19:38 น
บทความเรื่อง "ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย" โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง

บทความเรื่อง "หลักประชาธิปไตยของพรรคการเมืองไทย" โดย คุณบุญเสริม นาคสาร

บทความเรื่อง "สิทธิเสรีภาพในสังคมไทย" โดย คุณชนินทร์ ติชาวัน

ปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับสถานะของกฎหมายมหาชนในบริบทของวิกฤตทางการเมืองไทยในปัจจุบันโดย ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

ร่างรัฐธรรมนูญหมวด 16 “การจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ และคณะ

บทความ (ฉบับย้อนหลัง พร้อมสารบัญ) เรื่อง สภาพวิชาการทางกฎหมายของประเทศไทย : สาเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการเมือง ครั้งที่ ๒ (กรณีศึกษา – case study : “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่สอง (พ.ศ. ๒๕๕๐)) โดย ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
 
ศาลรัฐธรรมนูญและคดีรัฐธรรมนูญโปรตุเกส โดย อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล

โปรตุเกสเริ่มนำระบบศาลรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ ๒ เมษายน ๑๙๗๖ แต่ระบบดังกล่าวเป็นเพียงองค์กรกึ่งการเมืองและทหารซึ่งไม่สอดคล้องกับระบบศาลรัฐธรรมนูญในนานาอารยประเทศ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะปฏิวัติทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คณะปฏิวัติดังกล่าวประกอบด้วย ประธานาธิบดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ นายกรัฐมนตรี (เฉพาะกรณีที่นายกรัฐมนตรีเป็นทหาร) และข้าราชการทหารระดับสูงอีก ๑๔ คน โดย ๘ คนมาจากกองทัพบก ๓ คนมาจากกองทัพเรือ และ ๓ คนจากกองทัพอากาศ 1
คณะปฏิวัติมีอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนี้
๑.) ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรัฐบัญญัติ รัฐกำหนด และรัฐกฤษฎีกาให้สัตยาบันสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ ก่อน มีผลใช้บังคับ2
๒.) ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎเกณฑ์ทางกฎหมายทุกประเภท กรณีนี้เป็นการควบคุมภายหลังที่กฎเกณฑ์ทางกฎหมายมีผลใช้บังคับไปแล้วในรูปแบบนามธรรม 3
๓.) พิจารณาว่าองค์กรนิติบัญญัติไม่ออกฎหมายซึ่งมีผลเป็นการบังคับใช้หลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าคณะปฏิวัติเห็นว่าองค์กรนิติบัญญัติไม่ออกกฎหมายตามข้อผูกพันดังกล่าว คณะปฏิวัติมีอำนาจออกคำแนะนำให้แก่องค์กรนิติบัญญัติได้
 
ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง

ในความเชื่อของพวกอภิชนาธิปไตย(aristocracy)นั้น เชื่อว่าระบอบการปกครองที่ดีนั้นจะต้องมาจากคนที่มีความสามารถ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สมควรมีสิทธิในการปกครองเท่านั้น โดยเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่สามารถหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาปกครองประเทศได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ในความคิดของพวกอภิสิทธิ์ชนเหล่านี้จึงต้องการให้คนกลุ่มน้อยที่มีความสามารถเข้ามาปกครองประเทศ บางคนเลยเถิดไปถึงกับเสนอให้มีระบบ “การเมืองใหม่” ที่เสนอสูตรผสมของผู้เข้าสู่อำนาจในสัดส่วน 70:30 กล่าวคือเพิ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็น ร้อยละ 70 และลดที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งโดยวิธีการเลือกตั้งลงเหลือร้อยละ 30 ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของบุคคลที่อ้างว่าทำเพื่อ “ประชาธิปไตย” แต่กลับมีข้อเรียกร้องในเชิง “อภิชนาธิปไตย” เช่นนี้
คำว่าประชาธิปไตย มาจากคำว่า democracy ซึ่ง demos มาจากคำว่า people หรือประชาชน และคำว่า kratein มาจากคำว่า to rule หรือปกครอง กล่าวโดยสรุป คือ democracy หรือประชาธิปไตย แปลว่า การปกครองโดยประชาชน (rule by people) หรืออาจกล่าวได้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน(popular sovereignty) นั่นเอง
หลักประชาธิปไตยของพรรคการเมืองไทย โดย คุณบุญเสริม นาคสาร

พรรคการเมือง (political party) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสำคัญยิ่ง และขาดเสียมิได้ในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องมาจากปรัชญาทางรัฐศาสตร์ที่ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลจำนวนมากที่สุด (majority) เข้ามามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลหรือจัดตั้งรัฐบาล และเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้แข่งขันทาง การเมือง เพื่อเลือกเฟ้นกลุ่มหรือคณะบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีกลุ่มของบุคคลที่รวมตัวกันขึ้น เนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแนวทางกว้างๆ คล้ายคลึงกันมารวมกัน และมีการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองโดยวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย เพื่อต่อรองผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้เกิดแก่ประชาชนส่วนใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และขณะเดียวกันก็พยายามสร้างอิทธิพลในการเป็นรัฐบาล เพื่ออำนวยการบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคการเมืองของตน กลุ่มบุคคลดังกล่าวก็คือ พรรคการเมือง นั่นเอง(1) สำหรับระบบการเมืองแบบรัฐสภาของไทยในปัจจุบัน พรรคการเมือง นับว่าเป็นสถาบันที่ได้รับมอบภารกิจที่มีความสำคัญสูงอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นเพียงสถาบันเดียวที่มีบทบาทนำในการดำเนินภารกิจทางการเมืองครอบคลุมทั้งระบบทุกกระบวนการ นับตั้งแต่การเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจไปจนถึงการใช้อำนาจปกครองประเทศทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร ดังนั้น พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อระบบการเมืองและต่อประเทศ หากนับย้อนหลังไปสัก ๑๐ ปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าภาพสะท้อนของพรรคการเมืองนั้น เป็นภาพของพรรคการเมืองมีที่มาจากชนชั้นนำทางอำนาจที่เป็นชนชั้นปกครองดั้งเดิม แล้วจึงเปลี่ยนผ่านไปสู่การครอบงำโดยชนชั้นนำที่เป็นผู้มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ พรรคการเมืองไทยดำรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญหลัก ๒ ด้าน คือ ปัจจัยด้านการเมือง และปัจจัยด้านกฎหมาย
สิทธิและเสรีภาพในสังคมไทย โดย คุณชนินทร์ ติชาวัน

ในปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่าการกระทำของตนนั้น “เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเองเสมอ แม้ว่าในบางครั้งการกระทำเช่นว่านั้นอาจจะดูไม่เข้าท่าเลยก็ตาม ผู้เขียนเองจึงขอใช้เสรีภาพในทางวิชาการตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง โดยเขียนบทความนี้ขึ้น โดยจะกล่าวถึงแนวคิดว่าด้วยที่มาของสิทธิและเสรีภาพ , ความหมายของสิทธิและเสรีภาพ , สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการที่บุคคลใดจะกล่าวอ้างว่าการกระทำของตนนั้น “เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” ได้อย่างถูกต้อง
1.แนวคิดว่าด้วยที่มาของสิทธิและเสรีภาพ
ในอดีตเป็นเวลานานหลายศตวรรษที่มนุษย์พยายามหาคำตอบที่ว่ามนุษย์ทุกคนควรมีสิทธิประเภทหนึ่งอันเป็นสิทธิประจำตัว ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้ และไม่อาจถูกทำลายลงได้โดยอำนาจใด ๆ ขณะเดียวกันก็ได้มีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเช่นว่านั้นตลอดมาระหว่างผู้ใต้ปกครองและผู้มีอำนาจปกครอง(1) ดังนั้น จึงเกิดแนวความคิดในเรื่องของ “กฎหมายธรรมชาติ (Natural law) และสิทธิตามธรรมชาติ (Natural Rights)” ซึ่งความมุ่งหมายที่แท้จริงที่ได้มีการเสนอความคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติขึ้นมา ก็เพื่อจำกัดอำนาจของรัฐ เนื่องจาก ผู้ใช้อำนาจปกครอง และผู้อยู่ใต้ปกครองมักมีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ เนื่องจาก ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครองของรัฐพยายามดิ้นรนที่จะมีสิทธิเสรีภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจปกครองรัฐก็มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่เสมอ
 
 
บทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
@ สิ่งที่หายไป หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ : ผมว่าชีวิตหายไป (นะ) ที่ว่าชีวิตหายไป เพราะเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนเยอะมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนักการเมือง ชีวิตของนักการเมืองหายไปหมดเลย นักการเมืองถูกพักร้อน 5 ปี 111 คน ก็หายไป บางคนมีอาชีพนักการเมืองแต่ไม่มีความผิด แต่ชีวิตเขาก็หายไป ในขณะที่นักการเมืองที่ไม่ติดในข่าย 111 ในตอนต้นชีวิตของการเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็หายไปหมด บางคนก็พยายามเล็งว่าจะตั้งพรรคยังไงเพื่อให้เอาตัวรอด หรือพยายามอิงกับอำนาจเก่าที่มีอยู่ บางคนก็อิงกับอำนาจทหาร ฉะนั้นชีวิตของการเป็นนักประชาธิปไตยการเมืองก็หายไป
ผมคิดว่าชีวิตหายไปค่อนข้างมาก เพราะในอดีตอย่างสมัยปฏิวัติตอนปี 34 เขาก็พยายามตั้งพรรคการเมืองเหมือนอย่างพรรคสามัคคีธรรม แต่ตอนนี้มันไม่มีพรรคลักษณะนั้น แต่มันเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาโดยทุกคนพยายามบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจแต่เบื้องหลังอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น
ดังนั้นผมคิดว่าชีวิตของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ หายไปแล้ว เหลือแต่นักการเมืองที่มีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด เพื่อให้กลับมาได้กับการเลือกตั้ง
 
ครั้งที่ 4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
4. การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ระบบราชการไทยแบ่งองค์กรออกเป็น 3 ส่วน คือ ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค และระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทั้ง 3 ส่วน ใช้หลักการรวมอำนาจปกครองและหลักการกระจายอำนาจผสมกัน กล่าวคือ ระหว่างราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักรวมอำนาจปกครอง สำหรับราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักการกระจายอำนาจปกครอง
4.1 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง
มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่ดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางว่า ได้แก่ สำนักรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ทบวงซึ่งสังกัดสำนักรัฐมนตรีหรือกระทรวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง
บทความและสาระ
บทความจากคณาจารย์และนักวิชาการ ในสาขากฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ กฎหมายมหาชนทางสิ่งแวดล้อม และกฎหมายมหาชนสาขาอื่นๆ
นานาสาระ
บทความจากนักศึกษาไทยในต่างแดน
ห้องสมุดกฎหมายมหาชน
รวมตัวบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติด้านกฎหมายมหาชนต่างๆ กฎหมายปกครอง กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และกฎหมายมหาชนทางสิ่งแวดล้อม
รวมคำวินิจฉัย
รวมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลปกครอง และผลงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ที่มีผลกระทบ และเป็นการวางหลักกฎหมายมหาชน
มุมค้นคว้า
ข้อมูลบรรณานุกรมของหนังสือ วารสาร และวิทยานิพนธ์ในสาขากฎหมายมหาชนทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งผลงานของนักวิชาการในสาขากฎหมายมหาชน
คำศัพท์
รวมคำศัพท์กฎหมายมหาชน ภาษาฝรั่งเศส - ไทย กว่า 3,000 คำ

หนังสือ ตำรา วารสาร
เวทีทรรศนะ และ คำถามคำตอบในสาขากฎหมายมหาชน

สัมภาษณ์
บทสัมภาษณ์นักกฎหมายมหาชนผู้มีชื่อเสียงในแต่ละสาขา

ลิ้งค์กฎหมาย
รวมจุดเชื่อมโยงไปยังแหล่งศึกษาค้นคว้าอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ

 
ประชาสัมพันธ์หนังสือของสถาบันพระปกเกล้า
ประชาสัมพันธ์เรื่องขอรับหนังสือ "รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net เล่ม 6"
ประชาสัมพันธ์หนังสือของสถาบันพระปกเกล้า
ประชาสัมพันธ์เรื่องขอรับหนังสือ"รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net เล่ม 5"
ประชาสัมพันธ์เรื่องขอรับหนังสือ “รวมบทบรรณาธิการจากเว็บไซต์ www.pub-law.net”
   
ข่าวจากสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย

บทวิเคราะห์ทางวิชาการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ที่มีการนำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2550 มาศึกษาวิเคราะห์ ผู้เขียนคือ รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี รูปสุวรรณ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐสภา ได้แบ่งการนำเสนอเป็น 2 ส่วนคือ บทวิเคราะห์สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2550) เฉพาะคำปรารภถึงหมวด 5
ในส่วนแรก ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2550 โดยเปรียบเทียบกับองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญฉบับในอดีตของไทย และวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ทั้งได้วิเคราะห์วิจารณ์ข้อเสนอแนะองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญของศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ตลอดจนนำเสนอรูปแบบขององค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นของผู้เขียนเองด้วย
ในส่วนที่สอง ผู้เขียนได้วิเคราะห์เนื้อหาสาระของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในตอนต้นคือ คำปรารภถึงบทบัญญัติหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยผู้เขียนได้ให้ “ข้อสังเกต” ต่อบทบัญญัติของมาตราสำคัญ ๆ ที่มีประเด็นอันควรแก่การศึกษาวิเคราะห์ โดยอธิบายว่ามีหลักการใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 อย่างไรบ้าง เช่น การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ทั้งยังได้เสนอบทบัญญัติที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมไว้ด้วย
 
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ศ. ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
ศ. ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์
ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์
ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
ศ. ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์
รศ.ดร. โภคิน พลกุล
รศ. ดร. วรพจน์ วิศรุตพิชญ์
รศ.ดร. กมลชัย รัตนสกาววงศ์
รศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ

 

รัฐธรรมนูญมาตรา 268 (ผลผูกพันของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง)
ความแตกต่างระหว่างองค์กรชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลของไทยและฝรั่งเศส
การอายัดเงินประกันค่าก่อสร้าง
การไปเรียนกฎหมายมหาชนที่ประเทศฝรั่งเศส
"สภารัฐธรรมนูญ" ของประเทศฝรั่งเศส
การมีคำสั่งทางปกครองโดยมีเงื่อนไข

 


www.pub-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง webmaster@pub-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt) ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.pub-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน www.pub-law.net ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

 
จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2544

2675125

ลงนามผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บ
.... e-mail สู่ pub-law.net

copyright © 2004-2007 pub-law.net . All Right Reserved.