ขอรับหนังสือ "รวมบทความกฎหมายมหาชนจาก www.pub-law.net เล่ม 10" อ่านรายละเอียดที่นี่
   
 
บทความเรื่อง"เหตุที่ต้องยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา" โดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม
 
 
บทความเรื่อง “The USA Impeachment Overview : ระบบการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของสหรัฐอเมริกา” โดย คุณปณิธัศร์ ปทุมวัฒน์
 
 
 
 
 
 
   
 
 
 
 
 
   
 
 
 
283
สำหรับวันจันทร์ที่ 30 มกราคมถึงวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555
          
         “เมื่อผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้กำหนดกติกาในการตรวจสอบ”
          
                   ในบทบรรณาธิการครั้งที่ 280 ที่ได้เผยแพร่ใน www.pub-law.net ไปเมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2554 นั้น ผมได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่ที่มีผลใช้บังคับไปเมื่อกลางปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา โดยในมาตรา 103/7 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ได้บัญญัติไว้ว่า “ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้”  และต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับ “การให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้และการกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม” จากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามมาตรา 103/8 ที่ว่า “ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่ง โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการดังกล่าว และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ติดตามผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในกรณีดังกล่าวด้วย........”
                   ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 มีข่าวออกมาว่า มีรัฐมนตรีหลายคนที่ไม่พอใจกับมาตรการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการให้ข่าวลักษณะต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามเรื่องทั้งหมดก็เงียบหายไปไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
                   อย่างไรก็ตาม เมื่อผมมีโอกาสได้เห็นมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่อง การให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้และการกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนั้น ก็พบว่า น่าจะมีปัญหาข้อขัดข้องเกิดขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ผมจึงได้นำเรื่องดังกล่าวมาเขียนไว้ในบทบรรณาธิการครั้งนี้ โดยในเบื้องต้น ขอนำเอาข้อเท็จจริงอันเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมานำเสนอ  คณะรัฐมนตรีมีความเห็นเรื่องนี้ใน 3 ประเด็น คือ
                   1. ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหารได้ถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 โดยหลายหน่วยงานได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้อยู่แล้ว สมควรให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ส่วนหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหารนั้น สมควรรับทราบกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
                     2. อย่างไรก็ตาม รายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการจัดทำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างฯ บางเรื่องอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และอาจไม่สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ประกอบกับขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการนำร่องตามแนวร่วมปฏิบัติต่อต้านทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Collective Action) โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน โดยเน้นความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้ สมควรมอบหมายให้กระทรวงการคลังรับรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินโครงการฯ แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีโดยด่วนต่อไป
                     3. สำหรับรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมอีก อาจไม่สอดคล้องกันมาตรา 103/7 และมาตรา 103/8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่2) พ.ศ. 2554 ที่ประสงค์ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาตามความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะมีผลกระทบกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐตามความเห็นกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ สมควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 103/8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว  ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่ง
                   จากนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติในรายประเด็นดังกล่าวต่อไปนี้ คือ
                   1. ให้หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหารเร่งรัดจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเคร่งครัด และมอบหมายให้กระทรวงการคลังรับรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องนี้และความเห็นของสำนักงบประมาณ ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการตามโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยด่วนต่อไป ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการดำเนินการตามรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวจะต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินประกอบด้วย
                     2. รับทราบรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการที่กำหนดต่อไป ตามรายละเอียดแนวทางการดำเนินการประกาศราคากลางและรายละเอียดการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่กฎหมายกำหนด
                     3. การแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมแต่ละครั้ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รายงานต่อคณะรัฐมนตรีก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 103/8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
         มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นน่าจะไม่ถูกต้องในหลาย ๆ เรื่อง เพราะเมื่ออ่านดูแล้วทำให้เข้าใจไปได้ว่า คณะรัฐมนตรี “ปฏิเสธ” อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยคณะรัฐมนตรีอาศัย “ช่องว่าง” ของกฎหมาย “สร้าง” อำนาจ “เหนือ” คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต้นของมติคณะรัฐมนตรี ข้อ 1 ที่ว่า “ให้หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหารเร่งรัดจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเคร่งครัด” ซึ่งมีผลเท่ากับการ “ปฏิเสธ” สิ่งที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ แต่สั่งการ “ให้ทำตามกฎ ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” แทน
         เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็น “เรื่องใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นอย่างมาก จึงสมควรนำเสนอประเด็นต่อสาธารณชนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในวงกว้างต่อไป
         ในมุมมองส่วนตัวของผมนั้น เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนก็คือ เรื่องบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม ไม่มีอคติต่อฝ่ายใดและไม่พิจารณาถึง “ตัวบุคคล” ที่เกี่ยวข้อง คงพอมองออกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจและหน้าที่ในการ“ตรวจสอบ” ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมืองซึ่งรวมไปถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย ด้วยเหตุนี้เองที่กฎหมายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. ทั้งหมดจึงวางกลไกในการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไว้อย่างละเอียดและเป็นระบบ ทั้งในส่วนของการ “ป้องกัน” และการ “ปราบปราม” การทุจริต โดยในส่วนของการ “ป้องกัน” การทุจริตนั้น มาตรา 103/7 แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตซึ่งเพิ่มเติมเข้าไปใหม่โดยรัฐสภาเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ได้กำหนดมาตรการสำคัญใน “การป้องกัน” การทุจริตที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างไว้ว่า “ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้”   จากการตรวจสอบ มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ตั้งใจกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่ตอนที่มีการร่างกฎหมายฉบับนี้ และมีการอภิปรายให้ความเห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่า การทุจริตในประเทศไทยนั้นมีที่มาจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเสียเป็นส่วนใหญ่ หากแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ด้วยการหาทาง “ป้องกัน” ก็จะทำให้ปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างลดน้อยลง ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรีบด่วน กฎหมายจึงได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้ให้ทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะรัฐมนตรีรีบเร่งดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรหลักทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต จึงได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เป็นองค์กรระดับสูงของฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจ “บังคับบัญชา” ของตนเองสั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ปฏิบัติตาม “กติกา” ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด แทนที่จะไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐเหล่านั้นเป็นรายหน่วย
         ในเรื่องต่อมาก็คือ บทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 103/8 แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้น ยังมีความเห็นแตกต่างกันเป็นสองแนวทาง แนวทางแรกเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จัดทำรายละเอียดตามมาตรา 103/7 เสร็จก็จะต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อ “สั่งการ” ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่ง โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการดังกล่าว  ซึ่งในความเห็นแรกนี้ แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นมาตรการในการป้องกัน ไม่ใช่มาตรการในการปราบปรามที่คณะรัฐมนตรีจะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยตรง แต่เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหารที่ต้องถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบและคณะรัฐมนตรีก็ต้องอยู่ภายใต้การ “ตรวจสอบ” ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย ก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายก็คือ สั่งการไปยังหน่วยงานที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรี “ปฏิเสธ” ที่จะสั่งการให้มีดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่กลับไปสั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหารเร่งรัดจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเคร่งครัด จึงเป็นการกระทำที่ “ท้าทาย” อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นอย่างยิ่ง ส่วนอีกแนวทางหนึ่งนั้นเห็นว่า คณะรัฐมนตรีต้องให้ความ “เห็นชอบ” ในเรื่องดังกล่าวก่อนจึงค่อย “สั่งการ” ต่อไปยังหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติตาม ซึ่งในความเห็นหลังนี้เองที่เป็นความเห็นอันมีผลเป็นการ “เพิ่ม” อำนาจให้กับคณะรัฐมนตรีที่มีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
                   ปัญหาที่เกิดขึ้นมานี้น่าจะมาจากการใช้ถ้อยคำในมาตรา 103/8 ที่มีทั้ง “สั่งการ” และ “เห็นชอบ” ซึ่งก็คงต้องตีความอย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของการตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นมาเป็นหลัก กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นการเสนอเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรีปฏิบัติตาม หรือเป็นการเสนอเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน กล่าวง่าย ๆ ก็คือ เป็นอำนาจผูกพันหรืออำนาจในการใช้ดุลพินิจกันแน่ ซึ่งในเรื่องนี้ หากพิจารณาถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในตัวบทของมาตรา 103/8 แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเคร่งครัด คงต้องแปลความเป็นอย่างหลังว่าเป็นอำนาจในการใช้ดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี คือ ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีจึงค่อยสั่งการหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรีให้ไปดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ด้วยเหตุนี้เองที่มติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา จึงมีผลเป็นการ “ปฏิเสธ” หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมองดูเจตนารมณ์ของการตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลัก คงต้องแปลความบทบัญญัติดังกล่าวไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นแรกว่าเป็นอำนาจผูกพันที่คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ เพราะคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับมาตรการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดได้เนื่องจากตนเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
                   ปัญหาของเรื่องดังกล่าวจึงอยู่ที่ความไม่ชัดเจนของตัวบทมาตรา 103/8 และอยู่ที่การเลือกใช้คำในตัวบทด้วยว่าจะเลือกใช้ในวัตถุประสงค์ใด เพราะหากจะเลือกใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ป้องกัน” การทุจริตที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว คณะรัฐมนตรีก็ควรสั่งการให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมดปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด !!!
                   การทำงานของคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งยังมีปัญหาการอนุมัติอนุญาตต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การทุจริตได้ มีตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัวของสำนักงานสลากกินแบ่ง คดีเงินกู้ Exim Bank  คดีรถดับเพลิง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากการประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งนั้น คณะรัฐมนตรีซึ่งต้องถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะ “องค์กรกลุ่ม” และรัฐมนตรีเดี่ยว ๆ ในฐานะ “เจ้ากระทรวง” จึงไม่ควรมีอำนาจที่จะให้ความเห็นชอบกับ “มาตรการ” ที่ถูกวางขึ้นมาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต เพราะหากคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบการดำเนินการดังกล่าวตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ การดำเนินการทั้งหลายตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดก็คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลไกในการตรวจสอบฝ่ายบริหารก็จะมี “ข้อบกพร่อง” ทำให้เกิด “รูรั่ว” และ “ช่องโหว่” ในการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป ท้ายที่สุด โชคร้ายก็ตกอยู่กับประเทศชาติและประชาชนเช่นเดิม
                   การที่คณะรัฐมนตรีใช้ “ถ้อยคำ” ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพื่อหยุดยั้งการดำเนินการของ “องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ในกรณีนี้ แม้จะเป็นการดำเนินภายใต้ถ้อยคำที่กฎหมายกำหนดและไม่อาจถือได้ว่าคณะรัฐมนตรี “เลี่ยง” กฎหมาย แต่ผลที่ตามมาก็ย่อมกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐซึ่งก็กระทบต่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยตรง
                   อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้กำหนดกติกาในการตรวจสอบเสียเอง
                   คงไม่ต้องตอบนะครับเพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วครับ !!
          
                   สัปดาห์นี้เรามีบทความมานำเสนอสองบทความด้วยกัน บทความแรกเขียนโดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม ประธานกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เรื่อง "เหตุที่ต้องยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา" บทความที่สอง เป็นบทความเรื่อง “The USA Impeachment Overview : ระบบการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของสหรัฐอเมริกา”  ที่เขียนโดย คุณปณิธัศร์ ปทุมวัฒน์ นิติกร กลุ่มงานพัฒนากฎหมาย สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา  ผมขอขอบคุณเจ้าของบทความทั้งสองบทความไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
        
                   พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555
        
                   ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์


   
     
 
 
ปี ๒๕๕๕ การเมืองจะรุนแรง ? เหตุ ปชช.ไม่รู้
ท่ามกลางการแสดงความคิดเห็นของนักโหราศาสตร์ และ นักวิชาการ ในประเด็นเรื่องการเมืองมีแนวโน้มจะรุนแรงในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มีการมองกันว่าจะมาจากการเมืองเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ทางสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น เลยได้ไปพูดคุยกับ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อที่จะนำมุมมองความคิดของท่านอาจารย์นันทวัฒน์ มานำเสนอต่อแฟนๆ ข่าวของเรา และก็ไม่ผิดหวังอาจารย์นันทวัฒน์ได้ชี้ให้พวกเราได้เห็นว่า "เหตุและผลของการน่าจะเกิดความรุนแรงนั้นมาจากอะไร? รวมไปจนถึงแนวทางในการป้องกันที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรง"
 
 
 
 
   
 
เหตุที่ต้องยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ไหล่ทวีปของรัฐชายฝั่งประกอบด้วย พื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินของบริเวณใต้ทะเล ซึ่งขยายเลยทะเลอาณาเขตออกไปตลอดแนวทอดยาวตามธรรมชาติของดินแดนจนถึงริมนอกของขอบทวีป หรือจนถึงระยะ 200 ไมล์ทะเลจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขตในกรณีที่ริมนอกของขอบทวีปขยายไปไม่ถึงระยะนั้น รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในไหล่ทวีปของตน และผู้ใดจะดำเนินการเหล่านี้ต้องได้รับความยินยอมจากรัฐชายฝั่งนั้นก่อน
กัมพูชาและไทยได้ประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของตนในอ่าวไทยเมื่อปี 2515 และ 2516 ตามลำดับ การประกาศอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปของทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลประมาณ 26,000 ตร.กม. ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลหลายครั้งเริ่มตั้งแต่ปี 2513 จนในที่สุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544 ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามรับรองบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ซึ่งต่อไปเรียกว่า “MOU 2544”
“The USA Impeachment Overview : ระบบการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของสหรัฐอเมริกา”
ระบบการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งเริ่มมีมาตั้งแต่ในสมัยกรีกโบราณ เรียกว่า “eisangelia” ต่อมาระบบรัฐธรรมนูญอังกฤษได้นำมาปรับใช้เป็นกระบวนการกล่าวหาบุคคลที่ใช้อำนาจไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ หรือกระทำการขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยรัฐสภาของอังกฤษได้นำมาบังคับใช้และปฏิบัติติดต่อกันมาจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่อีกด้านหนึ่งในหลาย ๆ ด้านของรัฐสภา อันประกอบด้วย สภาขุนนางและสภาสามัญที่จะต้องปฏิบัติ และหลักการดังกล่าวนี้ในภายหลังได้แพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น สำหรับที่มาของระบบการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของประเทศอังกฤษอันถือได้ว่าเป็นแบบฉบับ” ของหลักการดังกล่าวนี้ ได้เกิดขึ้นในสมัยที่พระมหากษัตริย์ของประเทศอังกฤษมีพระราชอำนาจมากในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้ใดก็ได้ที่ทำหน้าที่ในการบริหารหรือปกครองประเทศ กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจ ในการปกครองพร้อมทั้งแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาและขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้สมาชิกรัฐสภาเกิดความไม่พอใจและเกิดความขัดแย้งขึ้น รัฐสภาโดยสภาสามัญได้ใช้อำนาจฟ้องร้องกล่าวโทษรัฐมนตรีที่ประพฤติผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ต่อสภาขุนนางเพื่อพิจารณาโทษ และเมื่อสภาขุนนางได้พิจารณาแล้วได้มีการพิพากษาลงโทษปรับและจำคุก พร้อมทั้งถอดออกจากตำแหน่งหน้าที่และตัดผลประโยชน์ที่จะได้รับด้วย... ซึ่งวิธีการเช่นนี้ เรียกว่า “อิมพีชเมนต์” (Impeachment)
ปกิณกะ: ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของประเทศฝรั่งเศส
สาธารณรัฐฝรั่งเศสหรือประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่เคยเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติมาหลายครั้งและได้ตระหนักถึงความเสี่ยงภัยจากภาวะทางธรรมชาติ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกขณะ (Les risques majeurs)[1] โดยรัฐบาลฝรั่งเศสได้กำหนดนโยบายสาธารณะและมาตรการทางกฎหมายเฉพาะ[2] ในการป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นจากธรรมชาติอันอาจส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพยสินและสิ่งแวดล้อมของประชาชนชาวฝรั่งเศส ดังนั้น การที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้กำหนดนโยบายสาธารณะและมาตรการทางกฎหมายเฉพาะในการป้องกันภัยธรรมชาติย่อมถือเป็นการเตรียมการในการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (Prévention des risques majeurs) เพื่อเผชิญกับภัยธรรมชาติ[3] เช่น คลื่นสึนามิ (tsunamis) ภูเขาไฟระเบิด(volcans) และไฟไหม้ป่า (feux de forêt) เป็นต้น
ภัยพิบัติจากภาวะน้ำท่วม (Inondations) ถือเป็นความเสี่ยงภัยจากภาวะทางธรรมชาติที่ประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญประการหนึ่ง[4] (Le risque naturels) อันอาจเกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศสได้ทุกขณะ[5] ทั้งนี้ ด้วยประเทศฝรั่งเศสมีภูมิประเทศติดทะเลและประกอบกับมีแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย เช่น แม่น้ำแซน แม่น้ำเมิซ และแม่น้ำไรน์ เป็นต้น[6] ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเผชิญต่อความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมได้ตลอดเวลาและหลายครั้งประเทศฝรั่งเศสได้ประสบกับภาวะน้ำท่วมจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงกันดีไหม(อีกครั้ง)
ในขณะที่กระแสของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อนำมาใช้แทนรัฐธรรมนูญปี ๕๐ กำลังมาแรง และผมเชื่อว่าถึงอย่างไรฝ่ายที่ออกมาต้านการแก้รัฐธรรมนูญปี ๕๐ คงต้านทานกระแสไม่ไหวอย่างแน่นอน คงเพียงสามารถต้านทานได้บางประเด็นเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือเริ่มมีการพูดถึงการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงกันบ้างแล้ว ผมจึงอยากเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงต่อผู้อ่าน เพื่อเป็นทางเลือกอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยนำเสนอในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๐ เพื่อเสนอต่อ สสร.ปี ๕๐ ไปแล้ว โดยจะขอเสนอต่อเนื่องไปจนถึง สสร.ปี ๕๕ และจะเสนอต่อไปเรื่อยๆหากยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครับ
ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) ในโลกบูด ๆ เบี้ยว ๆ ของเราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มี ๒ ระบบใหญ่ ๆ คือ ระบบรัฐสภา (parliamentary system) และระบบประธานาธิบดี (presidential system) กับอีก ๑ ระบบเล็ก คือระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี (semi-parliamentary system)
ระบบรัฐสภา เป็นการปกครองที่เป็นวิวัฒนาการมาจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับรัฐสภาของอังกฤษ อาทิ ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย สิงค์โปร์ ฯลฯ มีหลักการสำคัญ ดังนี้
รัฐธรรมนูญ อุดมคติหรือขยะทางความคิด ปัจฉิมบท
ตามที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ ในการแลกเปลี่ยนด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย นั้น ประเด็นสุดท้ายที่ข้าพเจ้าอยากจะเสนอความคิดเห็นในพื้นที่เครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครองของไทย ให้ก่อตัวขึ้นรูปไปในบริบทแห่งสังคมที่เป็นแบบฉบับของเรา เพื่อสร้างหลักกฎหมายโดยเฉพาะด้านมหาชนให้เป็นที่ยอมรับหรืออย่างดีที่สุดคือ เป็นแบบอย่างให้กับรัฐชาติอื่นที่ต้องการพัฒนาทางกฎหมายมหาชนเหมือนกัน
สำหรับในตอนสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอเสนอในประเด็นใหญ่ที่อยากจะให้เราท่านทั้งหลายทบทวนไปด้วยกัน คือ เรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ส่วนความเป็นเจ้าของนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะรับกันอยู่แล้วว่าเป็นของประชาชน ซึ่งใช้ผ่านทางฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายรบริหารและฝ่ายตุลาการโดยมีสิ่งที่ต้องทบทวนอยู่หลายประการ ดังนี้
ปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐ ปีศาลปกครอง เรื่อง “บทบาทของนักกฎหมายและตุลาการในยุคแห่งนิติปรัชญาศตวรรษที่ ๒๐”
สิ่งที่เราเคยเรียนกันมาเรื่อง “หลักการแบ่งแยกอำนาจ” สมัยมองเตสกิเออ สมัย (โทมัส) ฮอบบ์ สมัย(จอห์น) ล็อค นั้นได้ผ่านพ้นไปกว่า ๒๕๐ ปีมาแล้ว และขณะนี้เป็นระยะแห่งนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ ๒๐ ; ผมจะไม่อยากจะกล่าว;ถึงชื่อนะครับว่า นักปรัชญาในยุคศตวรรษที่ ๒๐ เหล่านี้ มีใครบ้าง ชื่ออะไร มีทั้งเยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แต่ผมอยากจะเอาสิ่งที่เรารู้ ๆ กันอยู่มาพูด คือ เรารู้ว่า ในปัจจุบันนี้ นักกฎหมายของเราถูกเรียกว่า เป็น social engineer คือ วิศวกรสังคม
ปัญหามีว่า วิศวกรสังคมของเราในเมืองไทย ทำหน้าที่ได้ “ดี” หรือเปล่า ทำหน้าที่ได้ถึง “มาตรฐาน” ที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศ ทั้งในขณะนี้และในอนาคต ได้หรือไม่

PUB-LAW.NET RSS URL


 
     
 

www.pub-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@pub-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.pub-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

บทความที่ได้ลงเผยแพร่ใน www.pub-law.netเป็นบทความที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ซึ่งประกอบด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , ดร. เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544