อ่านบทความล่าสุด "มาตรา 7 ความเป็นมาและวัตถุประสงค์"
   
 
บทความเรื่อง "การเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อมวลชนไม่ให้มีการนำเสนอหรือเผยแพร่วาจาที่สร้างความเกลียดชังทางการเมือง" โดย อาจารย์ ปีดิเทพ อยู่ยืนยง ร่วมกับ อาจารย์ ปุณฑรี จันทรเวคิน
 
 
บทความเรื่อง"ความรับผิดของฝ่ายปกครองในกรณีของการควบคุมอาคารและการจัดทำผังเมืองในระบบกฎหมายฝรั่งเศส" โดย ดร.ฤทัยรัตน์ ปทุมานนท์
 
 
บทความเรื่อง "รัฐศาสตร์ VS นิติศาสตร์" โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
 
 
บทความเรื่อง "องค์กรควบคุมวิชาชีพของนักกฎหมาย" โดย คุณเลิศศักดิ์ ต้นโต
 
 
 
 
 
 
   
 
 
 
 
 
   
 
 
 
340
สำหรับวันจันทร์ที่  7  ถึงวันอาทิตย์ที่  20 เมษายน  2557
        
         “คำวินิจฉัยที่บกพร่อง”
        
                   เมื่อวันพุธที่ 21 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 5/2557  ในเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245(1) ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่สามารถจัดการให้เป็นการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง
                   จริงๆ แล้วในวันที่ 21 มีนาคม 2557 อันเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนั้น ประชาชนทั่วไปรับทราบข่าวดังกล่าวจากการแถลงข่าวอย่างสั้นๆของโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ  อีกไม่กี่วันต่อมา ก็มีเอกสารข่าวจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวออกมา จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 จึงได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โฆษกศาลรัฐธรรมนูญออกมาแถลงเรื่องดังกล่าว ก็มีข่าวออกไปทั่วว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
                   อาจไม่ใช่เรื่องแปลกและเกินความคาดหมายสำหรับประเทศไทยที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามามีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อยนับตั้งแต่มีการตั้งศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยที่ “ล้ม” การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว 2 ครั้ง
                   ย้อนอดีตไปในปี พ.ศ. 2549 ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร คงจำกันได้ว่าเมื่อปี พ.ศ. 2549  ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองกลาง และศาลอาญา ได้มีคำวินิจฉัยและคำพิพากษาเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 สรุปความได้ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549 เฉพาะมาตรา 4 ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 และการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับมติในการจัดคูหาเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การเลือกตั้งดังกล่าวจึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คือ ตั้งแต่การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง การรับสมัครเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียง การนับคะแนนเสียง และการประกาศผลการเลือกตั้ง ส่วนศาลปกครองก็ได้มีคำพิพากษาที่ 607 - 608/2549 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ว่าการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติกำหนดให้ดำเนินการปรับแผนผังที่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 โดยจัดเรียงคูหาเลือกตั้งจากเดิมที่ให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหลังให้ผนังหรือฉากกั้นที่เลือกตั้งมาเป็นให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหน้าไปทางผนังหรือฉากกั้นที่เลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับทั้งในทางข้อเท็จจริงและในความรู้สึกของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งอันเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นเหตุให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  ศาลปกครองจึงได้พิพากษาให้เพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดในทุกเขตเลือกตั้งและการกระทำต่อมาภายหลังอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 จากนั้นไม่นานศาลอาญาก็ได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.2343/2549 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 พิพากษาว่ากรรมการเลือกตั้ง 3 คน มีความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบกับประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกคนละ 4 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี
                   คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 นั้นเขียนไว้ชัดเจนมากว่าเมื่อ “ล้ม” การเลือกตั้งแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยว่า “จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 104 วรรคสาม และมาตรา 144 มาตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คือ ตั้งแต่การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง การรับสมัครรับเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียง การนับคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง” ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องทำต่อไปก็คือ “เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต่อไป มีความเที่ยงธรรมและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้มีพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปโดยกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 116 วรรคสอง ต่อไป”
                     ส่วนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 นั้นเห็นได้ชัดเจนว่า “มีปัญหา”  จากข้อเท็จจริงที่นำมาสู่การ “ล้ม” การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2557 คงต้องย้อนกลับไปเมื่อปลายปี พ.ศ. 2556  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งได้เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรจนเป็นเหตุให้มีประชาชนออกมาชุมนุมคัดค้านกันเป็นจำนวนมาก  ในช่วงเวลานั้นที่มีกลุ่มประชาชนกลุ่มหนึ่ง คือ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (กปปส.)  ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี “ลาออก”  จาก  “การรักษาการ”  ก่อนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมือง จากนั้นจึงค่อยทำการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่  แต่อย่างไรก็ตาม  ในเมื่อพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556  ได้กำหนดวันเลือกตั้งเอาไว้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว การเลือกตั้งจึงต้องเกิดขึ้นในวันดังกล่าว  มีความวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายเนื่องจากมีผู้ไปปิดล้อมสถานที่รับสมัครทำให้ มีเขตเลือกตั้งจำนวน 28 เขตเลือกตั้งไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง  คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องการที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนจนกว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะคลี่คลายลง แต่รัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยเนื่องจากพระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2556 ได้กำหนดวันเลือกตั้งไปแล้ว  คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าจะสามารถเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้หรือไม่ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ให้ความเห็นว่าสามารถทำได้โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องไปหารือกับรัฐบาล  แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันว่าจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งต่อไป  คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงต้องจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ทั้งๆ ที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อมาถึงปัญหาที่ว่าจะต้องทำการเลือกตั้งสำหรับเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง นักวิชาการและคณะกรรมการการเลือกตั้งต่างก็มีมุมมองที่ไม่ตรงกันทั้งๆ ที่อ่านกฎหมายมาตราเดียวกันว่า ในเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากเปิดรับสมัครใหม่เพื่อให้มีการเลือกตั้ง จะถือว่าเป็นการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่  เมื่อมีผู้มาร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน  ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย  จึงเป็นที่มาของคำวินิจฉัยที่ 5/2557 ดังกล่าวไปแล้วข้างต้น
                   ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2557 ออกมาก็เกิดข้อโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการมากว่า แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปเพราะคำวินิจฉัยที่ 5/2557 ไม่มีความชัดเจนเหมือนกับคำวินิจฉัยที่ 9/2549  ซึ่งในเรื่องนี้ เมื่อศึกษาถึงการ “ล้ม” การเลือกตั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ. 2549  ก็จะพบว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ก็ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2549  วางกลไกเอาไว้ 2 ประการ คือกำหนดให้พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2549 และกำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคม 2549 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป การที่พระราชกฤษฎีกากำหนดกลไกในเรื่องวันเลือกตั้งเอาไว้ 2 ช่วงคือ ระหว่างที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 ไปจนถึงวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับคือวันที่ 24 สิงหาคม 2549 รวมเป็นระยะเวลาเดือนเศษ และระหว่างวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับไปจนถึงวันเลือกตั้งคือ 15 ตุลาคม 2549  รวมเป็นระยะเวลาอีกเกือบ 2 เดือน เมื่อรวมระยะเวลาตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปจนถึงวันเลือกตั้งทำให้มีเวลาเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่กว่า 5 เดือน       
                   กลับมาสู่เหตุการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีความชัดเจน  เพราะในเมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ไม่มีความชัดเจนดังเช่นคำวินิจฉัยที่ 9/2549 จึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสงสัยว่า สรุปแล้วผลของคำวินิจฉัยคืออะไร ??
                   คำถามก็คือ  หากจะเดินหน้าตามคำวินิจฉัยที่ 5/2557  จะต้องทำอย่างไร
                   คำวินิจฉัยที่ 5/2557 แตกต่างจากคำวินิจฉัยที่ 9/2549 อย่างสิ้นเชิงเพราะไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว ในตอนท้ายของคำวินิจฉัย  กล่าวไว้แต่เพียงว่า  พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่สามารถจัดการให้เป็นการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง  ซึ่งเมื่อไปดูเนื้อหาของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง ตรงไหน เพราะในพระราชกฤษฎีกาก็กำหนดให้มีวันเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรคือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
                   นอกจากนี้แล้ว ในคำวินิจฉัยก็มิได้กำหนดให้การเลือกตั้งและผลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งนั้น “เสียไป” หรือ “เป็นโมฆะ”  ตามที่กล่าวอ้างกันไปทั่ว
                   จึงเกิดคำถามสำคัญว่า อะไรคือผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557
                   คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องใหญ่ๆ เช่นนี้  น่าจะมีความชัดเจนมากกว่านี้และกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า ผลเป็นอย่างไร
                     คำวินิจฉัยที่ขาดความชัดเจน เกิดข้อโต้แย้งและเกิดปัญหาในการนำไปปฏิบัติถือว่าเป็นคำวินิจฉัยที่บกพร่อง
                   คงต้องติดตามกันต่อไปว่า  องค์กรผู้เกี่ยวข้องจะ “ตีความ” คำวินิจฉัยที่ 5/2557 กันว่าอย่างไร ส่วนจะมีการดำเนินการเหมือนกับที่เคยทำมาแล้วในปี พ.ศ. 2549 ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2549 หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันให้ละเอียดรอบคอบ  หรือว่าหากจะปฏิรูปการเมืองกันก่อนก็อาจเดินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาปี พ.ศ. 2549 ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นก็ได้คือ กำหนดวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาล่วงหน้าไปเป็นเวลานาน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหากทำแบบนั้น รัฐบาลชุดปัจจุบันก็คงต้องอยู่ “รักษาการ” ต่อไปอีกนานเช่นกัน เว้นแต่จะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในปี พ.ศ. 2549 ที่ทำให้ไม่เกิดการเลือกตั้งวันที่ 15 ตุลาคม 2549
                   แต่อย่างไรก็ดี  ไม่ว่าจะตีความกันอย่างไรคงจะ “เกิน” สิ่งที่อยู่ในตอนท้ายของคำวินิจฉัยไม่ได้
                   ส่วนข้อโต้เถียงที่ว่าคะแนนเสียงยังอยู่หรือไม่นั้น  คำตอบคงอยู่ที่มาตรา 6  แห่งรัฐธรรมนูญที่กล่าวเอาไว้ว่า ...บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้  บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้
                   ยังไงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่มีทางที่จะเสียเปล่าหรือเป็นโมฆะย้อนหลังไปได้เพราะถ้าจะให้เป็นอย่างนั้นก็จะขัดกับมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้แต่เพียงผลในอนาคตคือ “ใช้บังคับไม่ได้” ครับ !!!
        
                   แล้วเราจะหาทางออกจากเรื่องนี้กันได้อย่างไร ครับ !!!
        
                   ในสัปดาห์นี้ เรามีบทความมานำเสนอ 4 บทความด้วยกัน บทความแรกเป็นบทความเรื่อง "การเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อมวลชนไม่ให้มีการนำเสนอหรือเผยแพร่วาจาที่สร้างความเกลียดชังทางการเมือง" ที่เขียนโดย อาจารย์ ปีดิเทพ อยู่ยืนยง แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ อาจารย์ ปุณฑรี จันทรเวคิน แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม บทความที่สองเป็นบทความของ ดร.ฤทัยรัตน์ ปทุมานนท์ พนักงานคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครอง ที่เขียนเรื่อง "ความรับผิดของฝ่ายปกครองในกรณีของการควบคุมอาคารและการจัดทำผังเมืองในระบบกฎหมายฝรั่งเศส" บทความที่สามเป็นบทความของคุณชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ ที่เขียนเรื่อง "รัฐศาสตร์ VS นิติศาสตร์" บทความที่สี่เป็นบทความของคุณเลิศศักดิ์ ต้นโต ที่เขียนเรื่อง "องค์กรควบคุมวิชาชีพของนักกฎหมาย" ผมขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกบทความด้วยครับ
        
                   พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2557 ครับ
        
                   ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์


   
     



คลิกอ่านเนื้อหาที่นี่ http://news.voicetv.co.th/thailand/68886.html
 
 
วิพากษ์ "ตีความแก้รัฐธรรมนูญ" มองอำนาจ "รัฐสภา-ศาล รธน."
ทรรศนะของ ศาตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ต่อข้อเสนอของนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ให้เดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 แม้ฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาต้องระงับการลงมติในวาระ 3 จะเสนอเปิดการประชุมรัฐสภาเพื่อยืนยันสิทธิของรัฐสภาในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
 
 
 
   
 
การเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อมวลชนไม่ให้มีการนำเสนอหรือเผยแพร่วาจาที่สร้างความเกลียดชังทางการเมือง
สื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย (mass media in democracy society) มีหน้าที่นำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประเภทต่างๆ เพื่อให้ประชาชน กลุ่มทางสังคมและองค์กรได้ทราบข่าวคราว ปรากฎการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม อันอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารโดยวิธีอื่นๆ
ความรับผิดของฝ่ายปกครองในกรณีของการควบคุมอาคารและการจัดทำผังเมืองในระบบกฎหมายฝรั่งเศส
เมือง” มีองค์ประกอบพื้นฐานหลายประการด้วยกัน เช่น ทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของเมือง วัฒนธรรมประเพณีอันเป็นอัตลักษณ์ของเมือง บริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของพลเมือง นอกจากนี้ พื้นฐานของเมืองยังเกี่ยวพันกับสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิในการดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขในสภาพแวดล้อมที่ดี สิทธิที่จะเข้าถึงคุณค่าและการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการมีส่วนร่วมในการจัดการวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสิทธิในทรัพย์สิน
รัฐศาสตร์ VS นิติศาสตร์
ในยุคสมัยที่ความขัดแย้งกำลังเขม็งเกลียว ต่างฝ่ายต่างพยายามเอาชนะซึ่งกันและกันในทุกวิถีทาง มีการพยายามอธิบายการกระทำของตนเองเพื่อให้เกิดความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้วาทกรรมที่ว่าบ้านเมืองถึงทางตันหรือบ้านเมืองจะเกิดความรุนแรงต้องใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลักนิติศาสตร์ ซึงตัวอย่างมีให้เห็นตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ทำให้ให้หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์บิดเบี้ยว ก็คือ การที่ศาลฎีกาที่จะต้องเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้หลักนิติศาสตร์โดยตรงแต่กลับมีคำพิพากษารับรองความชอบของกฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์ ทั้งๆที่ปัจจุบัน นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกต่างไม่ยอมรับหลักการอันนี้
องค์กรควบคุมวิชาชีพของนักกฎหมาย
นักกฎหมายกลุ่มที่หนึ่ง ได้แก่ “นิติกร” หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย” มักจะทำงานอยู่ในส่วนราชการทั้งราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจตราเป็นกฎหมายจัดตั้ง หรือองค์กรเอกชนต่าง ๆ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องใช้ความรู้ทางกฎหมาย นักกฎหมายกลุ่มนี้อาจจะมีคุณสมบัติพื้นฐานหรือตามที่องค์กรนั้นได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้ เช่น บุคคลนั้นต้องสำเร็จการศึกษาเป็นนิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยที่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ให้การรับรองไว้ หรือต้องมีใบอนุญาตว่าความให้เป็นทนายความ จากสำนักอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความ ในพระบรมราชูปภัมภ์ หรือต้องสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปภัมภ์
“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป” (?) (เราจะปฏิรูปประเทศกันอย่างไร)
“สาเหตุ” ของปัญหาวิกฤตชาติ ที่เกิดจาก “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา” ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรา (รัฐธรรมนูญที่นักกฎหมายและนักวิชาการของเราเขียนขึ้นมาเอง และเป็นรํฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลกที่ใช้ระบบนี้) ซึงปรากฎว่า ได้มีท่านผู้ที่สนใจปัญหาการเมือง ได้คลิ๊กเข้าไปดูรายการของ FM TV ที่อยู่ใน you tube เป็นจำนวนถึงกว่าหนึ่งแสนราย
Les associations humanitaires sont-elles des institutions?
Quel intét peut-on avoir, lorsque l'on étudie les associations humanitaires issues principalement de la vague des « French doctors », à se rérer à une théorie d'un auteur de la fin du XIXème et du début du XXème siècle, en l'occurrence Maurice Hauriou ? L'exercice peut paraître d'autant plus risqué que la « Théorie de l'institution et de la fondation 1» de Maurice Hauriou est largement discutée et que de surcroît d'aucuns voient Maurice Hauriou d'abord comme un penseur du service public.

PUB-LAW.NET RSS URL


 
     
 

www.pub-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@pub-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.pub-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

บทความที่ได้ลงเผยแพร่ใน www.pub-law.netเป็นบทความที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ซึ่งประกอบด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , ดร. เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544