บทความล่าสุด “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือ “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป” (?) (เราจะปฏิรูปประเทศกันอย่างไร)" โดย ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทร์สมบูรณ์
 
 
บทความเรื่อง“บรรทัดฐาน” โดย คุณปกรณ์ นิลประพันธ์
 
 
บทความเรื่อง “ไทยกับการค้ามนุษย์ ”โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง
 
 
บทความเรื่อง “การใช้รัฐธรรมนูญและการอุดช่องของรัฐธรรม ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550” โดย คุณณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์
 
 
 
 
 
 
   
 
 
 
 
 
   
 
 
 
344
สำหรับวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่เสรีภาพทางวิชาการได้รับการคุ้มครอง
        
         "รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557"
        
         ตามที่ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม 2557 และต่อมา ได้มีประกาศฉบับที่ 11/2557 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์ที่ยังคงอยู่แต่เพียงหมวดเดียว การสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญดังกล่าวทำให้สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามหมวด 3 แห่งรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงไปด้วย
        
         เมื่อไม่มีมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่รับรองเสรีภาพทางวิชาการ การเขียนบทบรรณาธิการของ www.pub-law.net ต่อไปน่าจะเป็นการเสี่ยงเกินความจำเป็น ผมจึงขอหยุดการเขียนบทบรรณาธิการไว้ก่อนจนกว่าเสรีภาพทางวิชาการจะได้รับการคุ้มครองตามเดิม
        
         เพื่อเป็นข้อมูล เมื่อครั้งที่เกิดการรัฐประหารครั้งก่อนคือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ผมไม่ได้หยุดเขียนบทบรรณาธิการของ www.pub-law.net เพราะเมื่อผมเขียนบทบรรณาธิการครั้งที่ 143 สำหรับวันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2549 วันถัดมาเกิดการรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็สิ้นสุดลง แต่เพียง 2 สัปดาห์หลังการรัฐประหาร มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 โดยมีมาตรา 3 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้" จึงทำให้ผมสามารถเขียนบทบรรณาธิการครั้งที่ 144 สำหรับวันที่ 2 ตุลาคม 2549 ได้โดยไม่ต้องหยุดครับ
        
        
        
         พบกันใหม่เมื่อวันที่เสรีภาพทางวิชาการได้รับการคุ้มครองครับ
        
        
         ศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
        
        
        
        


   
     



คลิกอ่านเนื้อหาที่นี่ http://news.voicetv.co.th/thailand/68886.html
 
 
วิพากษ์ "ตีความแก้รัฐธรรมนูญ" มองอำนาจ "รัฐสภา-ศาล รธน."
ทรรศนะของ ศาตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ต่อข้อเสนอของนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ให้เดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 แม้ฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาต้องระงับการลงมติในวาระ 3 จะเสนอเปิดการประชุมรัฐสภาเพื่อยืนยันสิทธิของรัฐสภาในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
 
 
 
   
 
“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป” (?) (เราจะปฏิรูปประเทศกันอย่างไร)
ปัญหาแรกที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่คนไทยควรจะต้องทำความเข้าใจ (ก่อนที่จะพูดถึงปัญหา “การปฏิรูป(ประเทศ)”) ก็คือปัญหาการล้มล้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา –parliamentary system” (อันเป็นต้นหตุของ “ระบอบทักษิณ”และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ เดียวในโลก)ออกไปจากรัฐธรรมนูญของเรา
บรรทัดฐาน
ในทางกฎหมาย “บรรทัดฐาน” ก็มิได้มีความหมายแตกต่างไปจากความหมายทั่วไปตามพจนานุกรม กล่าวคือ เป็นแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในเรื่องที่เหมือนกัน เช่น ในกรณีศาลในอดีตได้เคยพิจารณาพิพากษาคดีที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งไว้แล้ว หากต่อมาภายหลังปรากฏว่ามีคดีความที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเดียวกันขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอีก ศาลในภายหลังก็จะพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในภายหลังนั้นโดยยึดคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นบรรทัดฐาน หรือกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นในทางกฎหมายในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้แล้ว ถ้ามีการหารือปัญหาข้อกฎหมายนั้นขึ้นใหม่ในภายหลังโดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเดียวกันกับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตอบข้อหารือไว้แล้วในอดีต คณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะยึดความเห็นทางกฎหมายที่เคยให้ไว้แล้วเป็นบรรทัดฐานในการให้ความเห็นทางกฎหมายสำหรับข้อหารือใหม่นี้ เป็นต้น
ไทยกับการค้ามนุษย์
เมื่อวันที่ 9 พ.ค.57 ที่ผ่านมาสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานข่าวการที่ไทยอาจถูกลดระดับกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ลงมาอยู่ในระดับที่ 3 ซึ่งเป็นลำดับต่ำที่เลวร้ายที่สุด ทั้งๆที่ไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 2 ที่ต้องจับตามองเมือปี 2556 ที่ผ่านมานี้เอง( Tier II watch list in the 2013 Trafficking in Persons Report)ข่าวนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีความสำคัญนักต่อในสายตาคนไทยโดยทั่วไป แต่สำหรับผมแล้วเห็นว่าเป็นข่าวที่สำคัญมากเพราะไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่แย่มากในสายตาของนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกแล้วยังจะส่งผลเสียต่อสถานะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่จะถูกคว่ำบาตรจากต่างประเทศได้
การใช้รัฐธรรมนูญและการอุดช่องของรัฐธรรม ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
จากกรณีมีการอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ในทิศทางต่างๆ กัน ของฝ่ายการเมืองทั้งสองขั้ว ในการจะขอให้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีว่ามีการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 และมาตรา 266 (2) และถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุด ซึ่งจะมีผลให้รัฐมนตรีอื่นพ้นจากรัฐมนตรีทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 (1) ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงอันเป็นผลให้ต้องพ้นจาก “ผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี” ตามมาตรา 181 มิใช่เป็นเพียงการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 182 เท่านั้น
การวางตัวเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันทำให้บุคคลในสังคมมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันออกไป ยิ่งไปกว่านั้น “การเห็นต่าง” ยังนำไปสู่การกดดันคุกคามอย่างหนักต่อผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างไปจากตน ซึ่งรวมถึงการกดดันคุกคามการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้อำนาจไปโดยมี “อคติ”
คำว่า "อคติ" หมายความว่า ความลำเอียง
พุทธศาสนาแบ่ง “อคติ” ออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
๑. ฉันทาคติ คือ ลำเอียงเพราะรักหรือเพราะความพอใจ
๒. โทสาคติ คือ ลำเอียงเพราะโกรธหรือเกลียด
๓. โมหาคติ คือ ลำเอียงเพราะความเขลา โดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าอะไรถูกอะไรผิด หรืออะไรควรอะไรไม่ควร
๔. ภยาคติ คือ ลำเอียงเพราะกลัวหรือเพราะเกรงใจ
ดังนี้ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมี “อคติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อคติทางการเมือง” เจ้าหน้าที่ก็อาจใช้อำนาจไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายหนึ่งเพราะรักหรือชอบ (ฉันทาคติ) หรืออาจใช้อำนาจไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่อีกฝ่ายหนึ่งเพราะโกรธหรือเกลียดฝ่ายนั้น (โทสาคติ)
Les associations humanitaires sont-elles des institutions?
Quel intét peut-on avoir, lorsque l'on étudie les associations humanitaires issues principalement de la vague des « French doctors », à se rérer à une théorie d'un auteur de la fin du XIXème et du début du XXème siècle, en l'occurrence Maurice Hauriou ? L'exercice peut paraître d'autant plus risqué que la « Théorie de l'institution et de la fondation 1» de Maurice Hauriou est largement discutée et que de surcroît d'aucuns voient Maurice Hauriou d'abord comme un penseur du service public.

PUB-LAW.NET RSS URL


 
     
 

www.pub-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@pub-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.pub-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

บทความที่ได้ลงเผยแพร่ใน www.pub-law.netเป็นบทความที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ซึ่งประกอบด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , ดร. เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544